
ประวัติศาสตร์ที่หายไป
ประวัติศาสตร์ที่หายไป : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
เมื่อ 38 ปีที่แล้ว มีนักศึกษาประมาณ 30 คน ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตเทือกเขาภูพาน และได้เข้าศึกษาทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง ในโรงเรียนการเมือง-การทหาร ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2519
ผมเคยนำเรื่องนี้มาเล่าในคอลัมน์นี้เมื่อหลายปีก่อน เพื่อที่จะบอกว่า นักศึกษาไม่ได้เข้าป่าเฉพาะช่วงหลังเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลาคม 2519
กลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าก่อน 6 ตุลา เป็นพวกที่เลือกเดินตามหนทาง "อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน" และได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติวัฒนธรรมบนแผ่นดินจีน
กระแส "ปฏิวัติวัฒนธรรม" อุบัติขึ้นในช่วงปี 2509-2519 โดยประธานเหมาเจ๋อตง ได้เสนอโครงการปฏิวัติวัฒนธรรมในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อขจัดซากเดนความคิดล้าหลัง และต่อต้านระบอบทุนนิยม ทั้งในพรรคและนอกพรรค
ประธานเหมาได้จัดตั้ง "เรดการ์ด" หมายถึงกำลังเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัย ที่จะดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเปรียบได้กับการสร้าง "เห้งเจีย" ตัวเล็กๆ จำนวนมากเพื่อกำราบสวรรค์ (พรรคคอมมิวนิสต์จีน)
ดั่งที่ทราบกัน ประธานเหมาดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อต่อต้านการเข้ามายึดครองพรรคฯ ของพวกเดินแนวทางทุนนิยม จึงต้องส่ง "เห้งเจีย" นับแสนออกสู่ชนบท เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพรรคของชนชั้นกรรมาชีพ
นักวิชาการด้านจีนศึกษาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการปฏิวัติวัฒนธรรมกับการปฏิวัติไทย โดยระบุว่า หากไม่มีวันที่ 14 ตุลาคม 2516 การปฏิวัติวัฒนธรรมจะไม่มีโอกาสเข้ามามีที่ทางอยู่ในสังคมไทยได้เลย
เพราะหลังเหตุการณ์ดังกล่าวไป บรรยากาศประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง ได้ทำให้ความคิดสังคมนิยมได้มีโอกาสแสดงตนแก่สังคมไทย และความคิดนี้ ได้กลายเป็นความหวังของคนหนุ่มสาวสมัยนั้น
ผมจำได้มีหนังสือขายความคิดฝ่ายซ้ายออกมามากมาย เหมือนทำนบแตก มีนักวิชาการจำแนกหนังสือแนวฝ่ายซ้ายไว้ 2 กลุ่มคือ
กลุ่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยต้นตำรับลัทธิมาร์กซ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวของ คาร์ล มาร์กซ์ เอง หรือ เองเกล เลนิน สตาลิน เป็นต้น เป็นหนังสือที่ถูกแปลเป็นไทยทั้งหมด
อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดย "ซ้ายจีน" โดยแท้ ซึ่งรวมถึง "สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง" และ "คติพจน์เหมาเจ๋อตง"
อันที่จริงคนหนุ่มสาวสมัยนั้น ก็มิได้มีความคิดเอียงไปข้างจีนทั้งหมด ในขบวนการนักศึกษาไทย ยังมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์อยู่ จึงมีร่องรอยการปะทุเป็น "สงครามความคิด" อยู่เป็นระยะๆ
ผู้นำนักศึกษากลุ่มหนึ่งเชื่อมั่นในแนวทางรัฐสภา จึงไปก่อการตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พรรคไท" รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่เป็นหัวแถวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ก็ร่วมกับนักการเมืองอาวุโส จัดตั้ง "พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย" เช่นเดียวกับปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ที่ก่อร่างสร้าง "พรรคพลังใหม่"
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีนักศึกษา "จำนวนหนึ่ง" เลือกที่จะเป็นสมาชิก "สันนิบาตเยาวชน" องค์กรปิดลับของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
สำหรับนักศึกษาที่มุ่งไปสู่ชนบท ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกหนทางการต่อสู้แล้ว ฉะนั้น โรงเรียนการเมือง-การทหารที่เปิดขึ้นบนฐานที่มั่นภูพาน จึงได้รองรับ "นักแสวงหาหนุ่มสาว" กลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ
เดือนตุลาคม 2519 หลังจากสิ้นประธานเหมา การปฏิวัติวัฒนธรรมบนแผ่นจีน ที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2509 ก็ยุติลง เมื่อจอมพล เย่ เจียน อิง ได้นำกำลังทหารจัดการกับแก๊ง 4 คน อันนำโดยเจียง ชิง ภริยาประธานเหมา
ที่น่าเศร้าคือ การปฏิวัติวัฒนธรรมล่มสลายในเมืองจีน แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ในเขตป่าเขา นักศึกษาไทยนับพันคน กำลังศึกษาความคิดเหมาเจ๋อตงอย่างเคร่งเครียด
ภายหลัง พวกเขาจึงรู้ว่าการปฏิวัฒนธรรมจบสิ้นไปแล้ว พร้อมกับอิทธิพลความคิดของประธานเหมาที่ถูกแทนด้วยความคิดแบบเติ้งเสี่ยวผิง ต่อจากนั้นอีกไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์ "ป่าแตก"
นี่คือประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมีหลายคนพยายามจะมองข้ามเรื่องนี้ไป



