
ยุทธศาสตร์แก้ท้องไม่พร้อม
ยุทธศาสตร์แก้ท้องไม่พร้อม : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ต.ค.2557
เป็นเรื่องเศร้าสลดของคนในสังคมเมืองไทย จากกรณีที่พบศพทารกแรกคลอดอายุเพียง 2 เดือน ถูกทิ้งไว้ในถังขยะภายในห้องน้ำหญิงของห้างสรรพสินค้าย่านหัวหมาก ต่อมาอีกไม่กี่วันเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามตัวแม่ของทารกได้ พบว่ายังเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 4 อายุ 21 ปี เข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ และมีความสัมพันธ์กับชายคนหนึ่งจนตั้งครรภ์ แต่ปรากฏว่าฝ่ายชายมีครอบครัวแล้ว แม้เธอไม่ได้ตัดสินใจทำแท้ง แต่ด้วยความเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวต้องรับผิดชอบลูกน้อยในวัย 20 ต้นๆ ความกดดันและภาวะทางจิต ตลอดจนสภาพแวดล้อมการเป็นครอบครัวที่ไม่พร้อมย่อมเกิดเหตุขึ้นได้ ซึ่งฝ่ายหญิงสาวให้การถึงสาเหตุว่า กลัวว่าข้างบ้านจะได้ยินเสียงร้องของเด็ก จึงใช้หมอนกดหน้าลูก เพื่อให้เสียงเบาลง ไม่คิดว่าเด็กจะเสียชีวิต
ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยพบศพทารกมีอายุครรภ์ 7-8 เดือน เรียกว่าใกล้คลอดแล้ว ย่านถนนรามคำแหง เมื่อตรวจสอบจากภาพวงจรปิดได้ตัวหญิงสาววัย 21 ปีคนหนึ่ง รับสารภาพว่าทำแท้งด้วยวิธีกินยาขับเด็กออก สาเหตุเพราะฝ่ายชายที่เป็นพ่อละทิ้งไม่มาสนใจ นอกจากนี้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมมีการทิ้งทารกในที่สาธารณะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีข้อมูลพบว่า ปี 2552-2554 สถิติการรับเด็กเข้าอุปการะในสถานสงเคราะห์เด็ก มีจำนวน 1,157 คน และยังพบว่าสถิติเด็กทารกตามข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ปี 2548-2555 มีทั้งสิ้น 451 คน จำแนกอายุมารดาต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 1.30 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 15.10 และสูงกว่า 20 ปี ร้อยละ 76.70
ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของไทยยังอาจเรียกว่าค่อนข้างวิกฤติได้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รายงานสถานการณ์การตั้งครรภ์ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปีทั่วโลกในปี 2556 โดยประเทศไทยมีจำนวนสูงถึง 74 คนต่อ 1,000 คนเท่ากับประเทศมาเลเซียและอยู่อันดับที่ 2 รองจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งมีสถิติอยู่ที่ 65 คนต่อ 1,000 คน หรือประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค แต่มีสถิติเพียง 69 คนต่อ 1,000 คนเท่านั้น ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานจากทั่วโลกอยู่ที่ 65 คนต่อ 1,000 คน ยังไม่นับรวมกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของเยาวชนที่แอบลักลอบไปทำแท้งที่มีจำนวนไม่น้อยและบางส่วนก็เสียชีวิตจากทำแท้งด้วย
ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่าย บูรณาการทำงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม จัดทำ "ยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัยแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2558-2562" เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ไม่พร้อมหรือไม่พึงประสงค์ โดยสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยให้เป็นวิถีชีวิตปกติส่งเสริมความยอมรับและลดอคติเกี่ยวกับถุงยางอนามัย ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว แม้จะเป็นเรื่องที่อาจถูกมองว่าสวนทางกับวัฒนธรรมของไทยที่ปลูกฝังให้ฝ่ายหญิงต้องรักนวลสงวนตัว หรืออาจถูกมองมุมกลับว่า เป็นการยุยงให้เยาวชนของชาติมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย แต่ในเมื่อสถานการณ์ที่ปัญหามีสถิติพุ่งสูงขึ้นและเกิดเหตุสลดแทบจะรายวัน คงต้องถึงวันที่สังคมไทยต้องยอมรับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงดีกว่าย่ำอยู่กับที่เดิม



