คอลัมนิสต์

ปริศนาคดีที่เกาะเต่า

ปริศนาคดีที่เกาะเต่า

07 ต.ค. 2557

ปริศนาคดีที่เกาะเต่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2557

               แรกนั้นดูเหมือนว่า การจับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 2 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า อ.พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จะยังผลให้คดีนี้เป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย และปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว เพราะพยานหลักฐานเชื่อมโยงต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงต่อสาธารณชนนั้น มีความน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย รวมทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ตำรวจบอกว่า รหัสพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอของผู้ต้องหาทั้งสองตรงกับที่เก็บตัวอย่างได้จากร่างของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับดีเอ็นเอที่เก็บได้จากก้นบุหรี่ที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งบันทึกภาพผู้ต้องหาขณะเข้าไปซื้อบุหี่ในคืนเกิดเหตุเอาไว้ได้ แต่ในเวลาต่อมากลับปรากฏว่า ในสังคมโซเชียลมีเดียได้โพสต์ประเด็นข้อสงสัยต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถโน้มน้าวหรือชักนำให้เชื่อไปอีกทางหนึ่งได้ว่า ผู้ต้องหาต่างด้าวทั้งสองอาจจะเป็นแพะ

               ในสังคมออนไลน์แสดงความกังขากับภาพจากกล้องวงจรปิด ที่บันทึกเหตุการณ์ชายคนหนึ่งวิ่งไปมาในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งน่าจะเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมมากกว่าชายต่างด้าวทั้งสองคนที่ตกเป็นผู้ต้องหา ทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า เขาทั้งสองนี้ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจดีเอ็นเอรวมกับแรงงานคนอื่นๆ ก่อนหน้านั้นแล้ว ซ้ำร้ายยังมีข้อกล่าวหาการทำงานของตำรวจตามมาด้วย ว่า เมื่อคืนวันที่ 27 กันยายน ชุดคลี่คลายคดีได้เข้าจับกุมแรงงานชายชาวพม่า 6 คน และ 3 คนถูกทรมานเพื่อรีดข้อมูลเพื่อนอีก 3 คนที่หลบหนี และจนถึงขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวในหมู่ชาวพม่า เพราะคดีนี้มีโทษสูงถึงประหารชีวิต จึงพยายามติดต่อไปยังสถานทูตพม่าและสื่อต่างประเทศให้นำเสนอข่าว และต้องการให้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนต่างชาติเข้ามาช่วยเหลือ

               นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกว่า หลักฐานดีเอ็นเอที่ตำรวจสามารถเชื่อมโยงจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองนั้น จะสามารถยืนยันได้อย่างไรว่า เป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรม แม้ว่าจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ หรือแม้แต่พบอสุจิของเขาในช่องคลอดเหยื่อก็ตาม เพราะวัตถุพยานอื่นๆ ในที่เกิดเหตุนั้นถูกทำลายด้วยสภาพแวดล้อม ผู้คน และความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปถึงที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้กั้นบริเวณไว้อย่างเข้มงวดแข็งขันเพียงพอ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากว่า คำให้การของพยานหรือแม้แต่คำรับสารภาพของผู้ต้องหาจะกลายเป็นหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักใดๆ เลย เพราะจะว่าไปแล้ว ในขั้นตอนการสืบพยาน การพิจารณาคดีในชั้นศาลนั้น สมมุติฐานที่เพิ่มมากขึ้นจากฝ่ายทนายของผู้ต้องหาอาจชี้ให้เห็นได้ว่า ยังมีข้อสงสัยแห่งคดี

               โดยสรุป ขณะนี้ตำรวจมีภาระหนักอึ้งที่จะต้องสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น คือ 1.แก้ข้อกล่าวหาทรมานแรงงานต่างด้าวเพื่อรีดเอาข้อมูล ด้วยการแสดงหลักฐานต่างๆ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะถือว่าสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงการตำรวจและชื่อเสียงของประเทศด้วย 2.สำนวนคดีนี้จะต้องปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาคือผู้ลงมือฆาตกรรม และ 3.ถ้ายังมีข้อสงสัยดังเช่นที่ปรากฏในโลกออนไลน์แล้ว ตำรวจจะตอบคำถามหรือทำคดีอย่างไรต่อไป ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบที่จะต้องกลั่นกรองในระดับเจ้าหน้าที่ชั้นสูง และอัยการ ก่อนที่จะส่งเรื่องฟ้องศาล เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สุดท้ายอาจจะไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษก็เป็นได้