
สงครามน้ำแย่งน้ำ
สงครามน้ำแย่งน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2557
ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อชาวนาที่ ต.คูบัว เมืองราชบุรี รวมตัวกันประท้วงเรียกร้องให้กรมชลประทานปล่อยน้ำลงคลองชลประทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากต้นข้าวในนาจำนวนนับหมื่นไร่ ที่กำลังเจริญงอกงามกับจะยืนต้นตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะฝนทิ้งช่วงมาเป็นเวลานาน ขณะที่ชลประทานให้เหตุว่าปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย ต้องจัดคิวบริหารจัดการตามลำดับทั้งโดยปกติและในยามนี้ที่น้ำในเขื่อนท่าม่วง กาญจนบุรีเหลือน้อย หนำซ้ำเมื่อปล่อยน้ำไปยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่อยู่เหนือน้ำลักลอบผลักดันน้ำเข้าที่นาตัวเอง จนน้ำไปไม่ถึงปลายทาง นี่คือตัวอย่างจากหัวไร่ปลายนาแท้ๆ ที่สะท้อนให้เห็นการบริหารจัดการน้ำซึ่งกำลังจะเป็นปัญหารุนแรงในหลายพื้นที่โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง
จากการตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่า เขื่อนภูมิพลขนาดความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำอยู่ในอ่าง 5,498 ล้าน ลบ.ม. หรือ 41 % ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณความจุอ่าง 9,510 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำในอ่าง 5,524 หรือ 58% ส่วนภาคตะวันตก ที่เป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งส่งน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกภาคตะวันตกและภาคกลางหลายจังหวัด ระดับน้ำพร่องลงไปมาก โดยเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ที่มีความจุอ่างสูงสุดในประเทศที่ 17,745 ล้าน ลบ.ม. เหลือน้ำในอ่าง 12,936 ล้าน ลบ.ม. หรือ 73% เขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำอยู่ 5,255 ล้าน ลบ.ม. หรือ 59% จะเห็นได้ว่า ปัญหาฝนทิ้งช่วงในปีนี้ ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ อันสืบเนื่องมาจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปีเมื่อ 2554 ทั้งๆ ที่เมื่อช่วงปี 2555-2556 มีน้ำอยู่ในตะวันตกเกือบเต็มอ่างก็ตาม
กระนั้น แม้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ และฝนฟ้าที่มักไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกมากแต่อยู่นอกเขื่อนที่เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารน้ำ หากแต่ก็มีความจริงอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า การบริหารจัดการ "ทรัพยากรน้ำ" ที่ผ่านๆ มานั้นจะเห็นแต่ปรากฏการณ์ฝนตกเมื่อใดก็ท่วมเมื่อนั้น หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำจนเกษตรกรเดือดร้อนกันไป เสมือนไม่มีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่จะนำมาใช้สอยประโยชน์บรรเทาความเดือดร้อนได้เลย นั่นก็หมายความว่า เราไม่สามารถใช้สอยเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อพยายามเอาชนะธรรมชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง
สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็ยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิม นั่นก็คือกระทรวงเกษตรฯ ออกประกาศให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง โดยในช่วงปีการผลิตนี้กำหนดให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึง 30 เมษายนปีหน้า พร้อมกันนี้ยังได้มีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาคือ จะใช้งบประมาณจำนวน 2,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนให้ชาวนาประกอบอาชีพอื่นแทนการทำนาปรัง อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการรับมือในระยะยาวนั้น รัฐบาลจะต้องทบทวนการบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยากรณ์อากาศจะต้องมีความแม่นยำ ประสานสอดคล้องกับการบริหาร "ประตูระบายน้ำ" ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว "สงครามแย่งน้ำ" ก็อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ



