
เมื่อชาวบ้านรักษ์ป่ารักษ์ถิ่น
เมื่อชาวบ้านรักษ์ป่ารักษ์ถิ่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่2ต.ค.2557
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลำธารน้ำตกคลองมะเดื่อ ต.สาริกา อ.เมืองนครนายก โดยกลุ่มออฟโรดจำนวนหนึ่งนำรถยกสูงลงไปขับทดสอบและแข่งกันในลำธารเมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ต่อมาคลิปวิดีโอเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกแพร่กระจายในสังคมออนไลน์ และกลุ่มออฟโรดดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการไปกระทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งที่บริเวณดังกล่าวถือว่าเป็นต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ มีความสำคัญไปถึงปลายน้ำที่เป็นแหล่งอุปโภคบริโภคของประชาชน จึงก่อให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนในพื้นที่ซึ่งรักษ์ป่ารักษ์น้ำรวมตัวกันในแฟนเพจที่ใช้ชื่อว่า "ที่นี่นครนายก" นัดหมายรวมตัวกันไปเรียกร้องต่อทางจังหวัดให้ดำเนินการแก้ปัญหาพร้อมประณามการกระทำที่ย่ำยีต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ขบวนการของเหล่าบรรดาที่ต้องเรียกว่า "ผู้มีฐานะ" ซึ่งนิยมชมชอบแต่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อประเภทออฟโรด ที่ชอบจัดทริปทัวร์เข้าไปตามแหล่งป่าเขาหรือเขตอุทยานทั้งที่รู้ว่าตามระเบียบทางราชการเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะมีผลเสียในหลายด้านทั้งการสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ส่งเสียงรบกวนสัตว์ป่าและทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเดือดร้อน แม้ส่วนใหญ่จะอ้างว่ากิจกรรมของกลุ่มพวกตนได้เข้าไปทำสาธารณประโยชน์ให้แก่คนในพื้นที่ก็ตาม แต่ดูเสมือนว่าการทำสาธารณประโยชน์เป็นแค่เครื่องมือบังหน้าแต่แท้จริงแล้วจุดประสงค์คือการนำรถออฟโรดไปประลองตะลุยป่ากันตามรสนิยม จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการทำสาธารณประโยชน์กับการเข้าไปสร้างผลกระทบดังกล่าวถือว่าคุ้มค่าหรือไม่ และควรสนับสนุนหรือไม่
นอกจากนี้ในการควบคุมดูแลของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไม่เพิกเฉย มองเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเกรงใจต่อบรรดากลุ่มผู้มีฐานะออฟโรดเหล่านี้ ต้องบังคับใช้ข้อระเบียบกฎเกณฑ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรขยิบตาหรือรับอามิสสินจ้าง รับสิ่งตอบแทนที่ไม่ชอบ แล้วปล่อยให้สิงห์ออฟโรดเหล่านี้เริงร่าเข้าไปสร้างปัญหาไม่รู้จบ ซึ่งในกรณีของชาวนครนายกก็ต้องยกย่องว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการรักษ์ถิ่นที่อยู่และการรักษ์ป่า รวมทั้งมีการใช้สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กในการส่งผ่านข้อมูล และเสียสละอุทิศตนเพื่อรวมตัวกันเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหา นับเป็น "นครนายกโมเดล" ที่ทุกจังหวัดของประเทศน่าจะนำไปเป็นต้นแบบในการป้องกันท้องถิ่นตนเองไม่ให้ถูกย่ำยีทำลายทรัพยากรอันมีค่าที่ทุกวันนี้ก็แทบเหลือน้อยเต็มที
นโยบายที่สำคัญประการหนึ่งของ คสช.คือเรื่องการปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ โดยมีแผนปฏิบัติงานที่เร่งดำเนินการกับผู้บุกรุกอย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่ป่าไม้ของไทยให้เพิ่มขึ้น อีกทั้งดึงชาวบ้านมีส่วนร่วมป้องกันอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งได้ทำกันอย่างเอิกเกริก แต่ผลงานที่ออกมาเรียกว่าจับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่ระดับใหญ่จัดการได้น้อยรายมาก สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานยังเป็นแค่ลูบหน้าปะจมูก และยิ่งกรณีการเข้าจับกุมแม่ค้าขายข้าวแกงที่รับซื้อสัตว์ป่าสงวนมาทำอาหารขายเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เกิดคำถามการทำงานของภาครัฐสองมาตรฐานหรือไม่ ในขณะที่ตัวการใหญ่ทำลายป่ายังลอยนวล เช่นเดียวกับกลุ่มออฟโรดที่ต้องดูต่อไปว่าในยุคที่ คสช.และรัฐบาลคุมบริหารจะจัดการได้เบ็ดเสร็จแค่ไหน



