
อินไซด์ตำรวจประจำวันที่1ต.ค.2557
อินไซด์ตำรวจประจำวันที่1ต.ค.2557
** กรณีกระแสข่าว เอกภพ เหลือรา หลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศกัมพูชา และยื่นเรื่องขอลี้ภัยหลังจากถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหา "มาตรา 112" และศาลทหารออกหมายจับเนื่องจากไม่ยอมเข้ารายงานตัวตามคำประกาศของ คสช. ซึ่ง พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันจำเป็นต้องใช้ช่องทางกระทรวงการต่างประเทศในการดำเนินการ
** ประเด็นสำคัญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. จะดำเนินการสานต่อทุกคดีและทุกช่องทาง คงต้องรอลุ้น "บิ๊กอ๊อด" สามารถประสานงานนำตัว "ตั้ง อาชีวะ" กลับมาดำเนินคดีได้หรือไม่ ที่ผ่านมา "ตำรวจกัมพูชา" ขอความร่วมมือให้ตำรวจไทยช่วยจับคนร้ายที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย นำตัวกลับไปดำเนินคดีหลายคน คราวนี้คงต้องดูว่า หากร้องขอจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ ** คดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บริเวณริมหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. ยืนยันตำรวจทุกหน่วยทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยทำงานเป็นระบบระเบียบมีการบริหารจัดการความคืบหน้าทางคดี รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มั่นใจตำรวจทำคดีอย่างเต็มที่ไม่ให้เสียชื่อเสียงตำรวจและชื่อเสียงของประเทศ
** การคลี่คลายคดี "นักสืบสวนชั้นครู" ระดมความคิดตีกรอบแผนประทุษกรรมของคนร้าย โดยคาดว่า "แรงงานต่างด้าว" ไม่ต่ำกว่า 3 คน อาจจะเป็นผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ แต่ยังมีข้อสงสัยไม่สามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจนในประเด็นของ "ดีเอ็นเอ" ที่พบตรงก้นบุหรี่ รวมถึงประเด็นถุงยางอนามัยพบเพียงดีเอ็นเอของเหยื่อสาว แต่ไม่พบสารคัดหลั่งโดยจุดที่พบ "วัตถุพยาน" ค่อนข้างห่างไกลจากจุดพบศพกว่า 60 เมตร อีกทั้งยังมีความฉงนใจเรื่องของ "เส้นขน" ในอุ้งมือเหยื่อสาว
** ปรบมือให้ "พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี" ที่ปรึกษา (สบ10) ก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 1 วัน กับหลักความเป็นจริงเกี่ยวกับดีเอ็นเอว่า เป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่สิ่งชี้ขาดถึงตัวคนร้าย เพราะต้องนำไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆ ** น่าเห็นใจลูกชาย "ผู้ใหญ่คนดัง" กระแสสังคมกดดันรวมถึงนายตำรวจ "รองสามพยางค์" แห่งภาค 8 ยังมั่นใจ แม้คนสีเดียวกันตรวจสอบพยานบุคคลและพยานเอกสารค่อนข้างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สุดท้ายต้องพึ่ง "กระจอกข่าว" แถลงยืนยันหลักฐานให้คลายข้อสงสัย**



