
ตั้ง อาชีวะกับเกมสิทธิมนุษยชน
ตั้ง อาชีวะกับเกมสิทธิมนุษยชน : ขยายปมร้อน ศรุติ ศรุตา
สอง-สามวันมานี้ ชื่อของ เอกภพ เหลือรา หรือ "ตั้ง อาชีวะ" ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นสถาบัน ทำความผิดมาตรา 112 กลับมาเป็นที่สนอกสนใจของผู้คนในสังคม
นั่นก็เพราะจู่ๆ เมื่อวันก่อนเว็บไซต์สำนักข่าวคัมโบเดีย เดลี่ ในประเทศกัมพูชา อ้างว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชา ระบุว่า "ตั้ง อาชีวะ" ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยต่อรัฐบาลกัมพูชา หลังจากหลบหนีการจับกุมของทางการไทย เข้ามาหลบซ่อนอยู่ในประเทศกัมพูชา เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้ว
ก่อนหน้านี้บ้านเราก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า "ตั้ง อาชีวะ" หลบลี้หนีหน้าไปจากประเทศไทยแล้วไปซุกหัวอยู่ที่ไหน ซึ่งจะว่าไปก็มีที่กัมพูชานั่นแหละที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
แต่จากการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.เตีย บัน รองนายกฯ กัมพูชา พร้อมลูกชายของ สมเด็จฮุน เซน เมื่อครั้งมีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาใหม่ๆ ก็ไดรับคำยืนยันแล้วว่า ไม่มีคนไทยที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลไทยหลบหนีอยู่ในกัมพูชา
แล้วกัมพูชาเองก็ไม่อนุญาตให้ใครไปใช้พื้นที่ของกัมพูชาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อโจมตีรัฐบาลไทย
ยืนยันกันขนาดนั้น ก็เลยทำให้ทางการไทยได้แต่พยักหน้าหงึกๆ
ทั้งที่ "การข่าว" นั้น ยืนยันว่า เด็กหนุ่มผู้ที่มีอนาคตไม่แน่ไม่นอนผู้นี้ อยู่ที่เมืองสีหนุวิลล์ เมืองท่าของกัมพูชานั่นแหละ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน "ตั้ง อาชีวะ" เคยถูก คสช.สั่งให้ไปรายงานตัวพร้อมกับแกนนำเสื้อแดงหลายคน อาทิ ใจ อึ๊งภากรณ์ จักรภพ เพ็ญแข ชูพงษ์ ถี่ถ้วน รวมทั้ง ฉัตรวดี อมรพัฒน์ และยังมีคนอื่นๆ อีก แต่ดูเหมือนว่า หลายคนที่ร่วมชะตากรรมดูจะไปอยู่ประเทศนั้นประเทศนี้ มีที่มีทางไป ไม่ลำบากตรากตรำอะไรนัก ไม่ต้องดิ้นรนขอลี้ภัยในประเทศที่ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะไม่ผิดพ้องหมองใจกับรัฐบาล คสช.ของไทย
สื่อกัมพูชาได้สอบถาม เขือม สาริน หัวหน้าสำนักงานผู้ลี้ภัยของกองตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ก็ได้รับคำยืนยันว่า "ตั้ง อาชีวะ" ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยอยู่ในกัมพูชาจริง แต่ต้องตรวจสอบข้อมูลจากไทยก่อน
จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในก่อนหน้านี้ ก็ยืนยันว่า ได้ขอความร่วมมือไปยังกัมพูชาแล้ว แต่จะนำตัวมาดำเนินคดีในไทยได้หรือไม่นั้น ขึ้นกับประเทศกัมพูชา
นั่นก็เท่ากับว่า โยนปัญหาที่ใครๆ ก็รู้กันอยู่นี้ ไปให้ สมเด็จฮุน เซน เป็นฝ่ายตัดสินใจ
ถ้าหากกัมพูชาเห็นความสำคัญของคดีนี้ เห็นการแสดงท่าทีจริงจังของทางการไทย ก็น่าจะเร่งส่งตัวผู้ต้องหาที่ทางการไทยต้องการตัวมาให้ เพราะแน่นอนว่า เรื่องเช่นนี้จะส่งผลโดยตรงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา
หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรนัก ที่จู่ๆ "ตั้ง อาชีวะ" จะยอมเปิดเผยตัว และตำแหน่งที่อยู่ และสุดท้ายจะสร้างความลำบากใจให้แก่กัมพูชา เนื่องจากเป็นจังหวะที่จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวในมุมที่เข้าใกล้ในเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" มากที่สุด เนื่องจากภายหลังที่รัฐบาลไทยเริ่มขับเคลื่อนและมีความจำเป็นต้องเดินทางไปประชุมร่วมกับต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า คำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนก็จะมีขึ้นเป็นลำดับต้นๆ
ผสานกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองเก่า ก็จะเริ่มตั้งคำถามต่อรัฐบาล คสช.ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นที่มีการกำหนดเอาไว้แล้ว ซึ่งในช่วงนี้ก็คือ เรื่องการตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ชัดเจนว่า สุดท้ายแล้ว คสช.จะเป็นผู้เคาะรายชื่อทั้ง 250 คน
แต่ถึงแม้จะเห็นเรื่องของ "จังหวะ" ที่อีกฝ่ายหาช่วงเวลาเข้ามาเล่น แต่ถ้าไม่ทำอะไรให้ชัดเจน เด็ดขาด เฝ้ารอให้กัมพูชาเมตตา หรือมีอารมณ์จึงจะทำให้ เรื่องอย่างนี้ก็คงจะไม่จบไม่สิ้นไปเสียที
....................................
(หมายเหตุ : ‘ตั้ง อาชีวะ’กับเกมสิทธิมนุษยชน : ขยายปมร้อน ศรุติ ศรุตา)



