
ฟื้นฟูการท่องเที่ยว
ฟื้นฟูการท่องเที่ยว : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 30 กันยายน 2557
ตามคำบอกเล่าของ นายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เกาะเต่า ทำให้เห็นสภาพการท่องเที่ยวบนเกาะเต่า ซึ่งน่าจะเรียกว่า เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มากกว่าจะจัดให้เป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่เน้นรายได้ เพราะเกาะเต่า ที่ถูกจัดให้เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งนั้น ประกอบด้วยกิจกรรมดำน้ำ ชมปะการัง หรืออีกทางหนึ่งนั้น สภาพทางธรรมชาติของเกาะ และอัธยาศัยอันดีงามของชาวบ้าน เป็นเสมือนทั้งแม่เหล็กดึงดูด และเครื่องมือคัดกรองนักท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน จนปลอดพวกนิยมเสพยาเสพติดที่จะหลุดลอดเข้ามา เช่นนี้แล้ว กรณีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ถือเป็นวิกฤติเกาะเต่าในขณะนี้ ก็อาจถูกพลิกให้เป็นโอกาสขึ้นมาใหม่ได้
ทรัพยากรทางธรรมชาติ อันเป็นมรดกล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้ชาวเกาะเต่าสามารถพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาะพื้นถิ่น จากชาวประมงรายย่อย ชาวสวนมะพร้าว มาประกอบกิจการให้บริการด้านการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ สร้างรายได้ในจุดที่พวกเขาพอเชื่อได้ว่า มีความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่พอสมควร จึงย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกเขาจะต้องรักและหวงแหนท้องถิ่น และออกมาแสดงความวิตกกังวลต่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคดียังไม่ได้รับการคลี่คลาย หรือมาตรการรักษาความปลอดภัยในเกาะเต่ายังไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาก็จะต้องได้รับผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่ไม่อาจจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวกลับคืนมาได้
กล่าวสำหรับภาครัฐ แม้หลังเหตุการณ์จะมีผู้ออกมาพูดกันมากมายถึงการวางมาตรการ "วัวหายล้อมคอก" ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟส่องสว่าง กล้องโทรทัศน์วงจรปิด การจัดเวรยามรักษาความปลอดภัย เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราทั้งจุดท่องเที่ยว และสถานบริการต่างๆ หากแต่ถ้าพิจารณาถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศที่มีอยู่มากมาย ย่อมจะหาคำตอบได้ค่อนข้างยากทีเดียว ว่า สถานที่เหล่านั้น มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาพอหรือยัง หรือว่า ต้องรอให้เกิดเหตุอย่างเช่นกรณีเกาะเต่าขึ้นเสียก่อน จึงค่อยตามไปแก้ไข นาทีนี้สิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณาให้มากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องกลไกในระดับท้องถิ่น หรือชุมชน ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของพวกเขาให้เข้มแข็งต่อไป
โลกด้านมืดบนเกาะเต่าที่สะท้อนผ่านแรงงานต่างด้าว อย่างกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกเก็บส่วยเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี แม้ในนาทีนี้ไม่มีใครกล่าวหาว่าแรงงานต่างด้าวเข้าไปมีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยว แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะพยายามรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรของพวกเขากันเอง หากแต่คนของรัฐต่างหากที่คอยเป็นตุ้มถ่วง เรียกรับผลประโยชน์จนชุมชนตกอยู่ในสภาพโลกมืด ซึ่งต่อให้ใช้เครื่องมือป้องกัน รักษาความปลอดภัยทันสมัยอย่างไร ก็ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์ เพราะความสว่างที่จะส่องไล่ความชั่วร้ายทั้งหลายนั้น ต้องกอปรขึ้นด้วยซื่อสัตย์สุจริต อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนที่จะร่วมกันปกป้องมรดกล้ำค่าของพวกเขาต่อไปได้



