
ล็อกสเปกปธ.สปช.ให้ยอมรับความเห็นต่าง-ไม่เผด็จการ
ล็อกสเปกปธ.สปช.ให้ยอมรับความเห็นต่าง-ไม่เผด็จการ : ขยายปมร้อน ขนิษฐา เทพจร
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีหน้าที่สำคัญ คือ ทำแผนปรับปรุง พัฒนาประเทศชาติ ตามโจทย์ที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
จึงไม่แปลกที่ “คสช.” ต้องกุมกระบวนการเลือกเฟ้นบุคลากรระดับหัวกะทิ และจัดเจนด้านวิชาการ-ความรู้ที่หลากหลายมาทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป 11 ด้าน
ประเด็นสำคัญหลังจากที่สมาชิก สปช.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว คือ การเลือกประธาน 1 คน และรองประธานอีกไม่เกิน 2 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือและหางเสือปฏิรูปประเทศ โดยนัยแล้วบุคคลที่มีบทบาทสำคัญชี้นำแนวทางปฏิรูปตามโจทย์ 6 ข้อ คือ “ประธานสภาปฏิรูปฯ”
ขณะนี้วงวิชาการและวงในของฝ่ายผู้นำประเทศเริ่มพูดถึงบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ โดยคุณสมบัติที่หนีไม่พ้น คือ เป็นคนที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไว้วางใจและถูกสังคมยอมรับ
หนึ่งในกุนซือที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เชื่อมือ อย่าง “พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ฐานะผู้ออกแบบสภาปฏิรูปฯ ให้ความเห็นต่อคุณสมบัติที่สำคัญของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ประธาน สปช.ว่า มีความอาวุโสพอสมควร แต่ไม่ใช่อาวุโสด้านสูงอายุที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีไทย ทั้งนี้ต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิก อาทิ ประวัติการทำงานที่ดี เป็นต้น นอกจากนั้นต้องยึดความถูกต้องของกติกา และกฎระเบียบ ยืดหยุ่นในข้อบังคับ มีความประนีประนอม และที่สำคัญคือ มีความเป็นกลาง ไม่ใช้ความเผด็จการ ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น และพร้อมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เพราะหน้าที่สำคัญของ สปช.คือ การทำงานที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในรัฐสภา ต้องออกไปรับฟังความเห็นคนวงกว้างด้วย
บทสรุปรวบยอด หาก “ผู้นำสภาปฏิรูปฯ” ขาดคุณสมบัติเหล่านั้น อาจทำให้หนทางสู่การปฏิรูปประเทศไปไม่ถึงเป้าหมาย และคุณสมบัติที่ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” ว่านั้น “สมาชิก สปช.” ทุกคนควรยึดเป็นแนวการทำงานเช่นกัน เพื่อให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย นำไปสู่การออกแบบประชาธิปไตยไทย และแก้ปัญหาที่สะสม ให้ตรงใจคนในชาติมากที่สุด ไม่ใช่คิดเพียงว่า ได้เข้ามาทำหน้าที่เพื่อเกียรติยศ และเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม การทำงานของ “สภาปฏิรูปฯ” ไม่ว่าจะยุคไหนที่ทำมา ส่วนสำคัญที่ทำให้งานปฏิรูปล้มพับคือ การต่อยอดสู่การปฏิบัติจากรัฐบาล และ ฝ่ายที่มีหน้าที่ ในรอบนี้แม้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มีบทบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ด้วยการให้อำนาจ “สภาปฏิรูปฯ” ยกร่าง-จัดทำกฎหมายที่จำเป็น และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา แต่ใช่ว่าร่างกฎหมายนำเสนอนั้น “สนช.” จะยกไปพิจารณา - ถึงขั้นลงมติเพื่อให้ร่างกฎหมายนั้นๆ มีผลบังคับใช้เสมอไป เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายใดที่เป็นบทบัญญัติบังคับให้ “สนช.” ต้องดำเนินการให้สำเร็จ
หรือแม้แต่ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ที่ส่งผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี, คสช., หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีกติกาบังคับให้ทำตาม
ดังนั้น คุณสมบัติข้อสำคัญที่ผู้นำสภาปฏิรูปฯ พึงมีคือ ความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และยึดมั่นต่อแนวทางปฏิรูปที่ผ่านการกลั่นกรองมาจากทุกภาคส่วนที่ส่งผลให้ประเทศไทยขับเคลื่อนและพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม รวมถึงกล้าชน กับกลุ่มผลประโยชน์ที่มักใช้ช่องผู้มีอำนาจดึงประโยชน์ชาติไปเป็นของส่วนตัว
............................................
(หมายเหตุ : ล็อกสเปกปธ.สปช.ให้ยอมรับความเห็นต่าง-ไม่เผด็จการ : ขยายปมร้อน ขนิษฐา เทพจร)



