คอลัมนิสต์

ปฏิรูปลดความเหลื่อมล้้ำ

ปฏิรูปลดความเหลื่อมล้้ำ

29 ก.ย. 2557

ปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2557

                มีข่าวว่า ในเร็วๆ นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติแผนงานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า และปัญหาราษฎรไร้ที่ดินทำกิน พร้อมกับแผนฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า ซึ่งตามแผนงานดังกล่าวนี้จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ และพระราชบัญญัติป่าไม้ กับผู้ที่บุกรุกป่าเพื่อปลูกยางพารา ใน 67 จังหวัด กินพื้นที่ป่าไม้ที่สูญเสียไปมากถึง 3.3 ล้านไร่ โดยมีตั้งแต่เข้าตัดโค่นสำหรับต้นยางที่ยังไม่ให้น้ำยางหรือปริมาณน้อย รวมทั้งให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าไปบริหารจัดการในกรณีที่ปลูกมานานและให้ผลผลิตแล้ว ฯลฯ พร้อมกันนี้จะเร่งฟื้นฟูปลูกป่า หรือก็คือดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าพร้อมกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้


                อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายนี้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม เพราะเป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้นานแล้วว่า ทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำลำธารของประเทศไทยกำลังถูกบุกรุกจนเหี้ยนเตียนถึงขั้นวิกฤติ และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างที่ประสบกันอยู่ทั่วประเทศก็คือ เกิดน้ำป่าท่วมฉันพลันทันทีที่ฝนตก เพราะไม่มีป่าไม้ช่วยชะลอน้ำ หน้าแล้งก็แล้งอย่างหนักด้วยเหตุที่ขาดแคลนต้นไม้ที่จะให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน แต่เนื้อที่มากมายถึง 3.3 ล้านไร่ ใน 67 จังหวัดทั่วประเทศนั้น ย่อมจะต้องมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่นายทุนที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกเท่านั้น หากแต่ยังมีเกษตรกร คนงานอีกจำนวนมหาศาลที่จะได้รับผลกระทบ หลังจากระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมานี้ พื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 12 ล้านไร่เศษ เมื่อปี 2545 เป็นเกือบ 20 ล้านไร่ เมื่อปี 2555 ซึ่งรัฐบาลเองก็ต้องเตรียมแผนการรองรับเอาไว้อย่างรอบด้านด้วย

                ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน เตรียมจะใช้ประมวลกฎหมายที่ดินทวงคืนที่ดินที่ถือครองกรรมสิทธิ์โดยโฉนดแต่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าต่อเนื่องกันนานเกิน 10 ปี มาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยน์ต่อไป ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินประสานสอดคล้องกับแผนทวงคืนผืนป่า ซึ่งโดยสรุปภาพรวมก็คือ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพยายามลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเข้ามาจัดทำโครงร่างเพื่อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีกทางหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดถ้าหากเดินหน้าต่อไปอย่างเป็นระบบ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจเด็ดขาดอย่างถูกที่ถูกทาง ย่อมจะได้รับเสียงตอบรับในทางที่ดี เพราะจะเกิดประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

                กระนั้นปัญหาที่ทุกฝ่ายย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว หากแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังก็คือ การบุกรุกป่า และที่สาธารณะนั้น มักจะมีนายทุนอยู่เบื้องหลัง โดยอาศัยช่องของสภาพปัญหาที่เกษตรกรรายย่อยขาดแคลนที่ดินทำกินเข้าบุกรุกเพื่อขอเอกสารสิทธิ ก่อนที่ที่ดินจะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลให้ปัญหาบุกรุกป่า และที่ดินสาธารณะคงอยู่ต่อไปไม่จบสิ้น ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาถึงสภาพปัญหาไร้ที่ดินทำกินที่เกษตรกรเองอาจเสียที่ดินไปกับสถาบันการเงิน ความล้มเหลวในอาชีพก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าแก้ไขปัญหาได้อย่างถึงรากถึงแก่นก็จะทำให้ที่ดินของประเทศได้รับการสรรทำประโยชน์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไปได้