
อาการหนักของรัฐบาล
อาการหนักของรัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2557
ถ้อยแถลงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสอำลาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกกับกำลังพล โดยขอให้กำลังใจรัฐบาลด้วย "เพราะวันนี้รัฐบาลก็อาการหนัก เนื่องจากงานมีจำนวนมาก แต่สู้ไหว เพราะได้ผ่านวันเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ดังนั้น จะทำเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองให้ได้ โดยไม่ได้มุ่งหวังผลประโยชน์ใดๆ" ถ้าหากจะมองว่า นายกรัฐมนตรีออดอ้อนขอความเห็นใจ เหมือนอย่างที่เคยพูดกับประชาชนในรายการคืนความสุขให้คนในชาติในระยะหลังๆ ก็มองได้ แต่ถ้าหากสำรวจตรวจสอบภารกิจของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่รออยู่ข้างหน้า ก็ต้องยอมรับว่า "อาการหนัก" อย่างที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้นั้น ไม่ใช่คำออดอ้อนใดๆ
อาการหนัก อย่างแรกที่ดูเหมือนจะเป็นอาการของโรคอันตรายเรื้อรัง มานานแรมปีก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปีก่อน จนถึงปัญหาภายในประเทศ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะแช่แข็ง การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปอย่างล่าช้า และมีเงินค้างจ่ายจำนวนมาก ส่งผลให้เม็ดเงินไม่ได้หมุนเวียนไปถึงมือประชาชน ซ้ำร้ายยังมีปัญหาความผิดพลาดจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลชุดก่อน ที่เข้าไปแทรกแซงบิดเบือนกลไกตลาด จนขาดเงินหมุนเวียนไปสู่ชาวนา ทั้งยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการส่งออกข้าวที่เพิ่งจะเริ่มกลับมาลืมตาอ้าปากเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหล่านี้คือตัวอย่างของอาการ ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่รัฐบาลจะต้องเร่งลงมือแก้ไขให้คลี่คลายโดยด่วนที่สุด
อาการหนัก อย่างที่สอง เป็นอาการของโรคอันตรายเรื้อรัง ที่เกาะกินประเทศไทยมานานนับทศวรรษด้วยปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมอันเป็นผลมาจากภาคการเมืองที่ขาดไร้ซึ่งระบบธรรมาภิบาล ชักนำสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งต้องยอมรับความจริงสำคัญคือ สังคมขณะนั้นกำลังก้าวเดินสู่ภาวะสงครามกลางเมือง กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายไม่ลดราวาศอกแม้ในนาทีสุดท้าย บีบให้คสช.ยึดอำนาจเพื่อเริ่มนับหนึ่งเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศพร้อมๆ กับการสลายขั้วสร้างความปรองดอง แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนั้น จำเป็นต้องใช้อำนาจทางทหารเข้าควบคุมทุกองคาพยพอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ในความเป็นไปนั้นเอง การใช้อำนาจโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงออก ก็จะเกิดแรงต้านอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ก็มองเห็น อย่างเช่น การเคลื่อนไหวของนักวิชาการที่ออกมาเรียกร้องขอความเป็นอิสระทางวิชาการ
อาการหนัก อย่างที่สาม เป็นอาการของโรคที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อ อย่างที่ขนานนามกันว่า รัฐราชการ ดังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เห็นชอบต่ออายุราชการ 1 ปีในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้แก่นายอาคม เต็มพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขณะที่ก่อนหน้านั้น นักวิชาการในฟากฝั่งมหาวิทยาลัยมหิดล ก็ออกมาต่อต้านการควบตำแหน่ง อธิการบดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อันเป็นที่มาของรูปแบบใช้ปี๊บคลุมหัวประท้วงในหมู่นักวิชาการ สรุปก็คือ อาการหนักอย่างที่ว่า เป็นการเรื้อรังมาแต่เดิม และอาการติดเชื้อที่เพิ่งเริ่มต้นจากการบริหารงานที่ "ตึงเกินไป" ของรัฐบาล ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ และคณะย่อมจะทราบดีว่า ควรจะผ่อนหนักผ่อนเบาตรงไหน หรือไม่ และอย่างไร ฯลฯ



