คอลัมนิสต์

วางเป้าหมายพลังงานชาติ

วางเป้าหมายพลังงานชาติ

25 ก.ย. 2557

วางเป้าหมายพลังงานชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่25ก.ย.2557

                ช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 กำลังเร่งอัดฉีดงบประมาณปี 2556-2557 ที่ค้างท่อ พร้อมเร่งรัดให้แต่ละกระทรวงทำแผนงานและโครงการให้ชัดเจนตลอดจนงบประมาณ ปี 2558 เพื่อจะได้ใช้งบประมาณให้รวดเร็วเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว หลังจากประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ตรงตามเป้าและเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายว่า ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง อีกทั้งการสำรวจการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนพบว่าลดลง จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องทุ่มเม็ดเงินเพื่อเข้ามาหมุนเวียนในระบบให้เกิดการสร้างงานและเกิดรายได้ให้วงจรเศรษฐกิจดีขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายหลายประการก็มีความเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจเหมือนเป็นลูกโซ่ อย่างเช่นนโยบายพลังงาน ที่มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ก็มีผลต่อประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้

                กรณีที่กลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่เข้ายื่นหนังสือขอปรับขึ้นราคาค่าโดยสารต่อนายกรัฐมนตรี โดยยกเหตุผลที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายปรับขึ้นราคาก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวี เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงาน และภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้เครือข่ายมีมติขอให้รัฐบาลช่วยเหลือปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 20% ตามระยะทาง เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของค่าโดยสารด้วย ขณะเดียวกันนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารก็ออกมาย้ำว่า หากปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นสูงกว่าลิตรละ 30 บาท ก็จะขอปรับขึ้นค่าโดยสาร ตามเงื่อนไขโครงสร้างราคาที่ทำร่วมกับกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้ ยังไม่นับรวมกลุ่มเรือโดยสารที่ขอขยับราคาขึ้นเช่นกัน เท่ากับว่า ประชาชนต้องรับภาระการปรับค่าโดยสารไปทั้งหมดจากการที่ภาครัฐปรับนโยบายเช่นนั้นหรือ

                ปัญหานโยบายด้านพลังงานของประเทศถูกวิจารณ์มายาวนาน และมักปรับเปลี่ยนไปตามวิถีที่ฝ่ายการเมืองต้องการและนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้เสนอให้ปรับราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนจริงทั้งระบบ แต่ให้มีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มคือแอลพีจี และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือเอ็นจีวี เพราะตรึงราคาไว้ต่ำก่อให้เกิดการใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ที่เห็นชัดคือ แอลพีจีแบ่งแยกเป็น 4 ภาค คือ ครัวเรือน ขนส่ง อุตสาหกรรม และปิโตรเคมี ซึ่งบางกลุ่มใช้ราคาแพง ขณะที่บางกลุ่มใช้ราคาถูก จึงควรให้เท่าเทียมกันและใช้ราคาที่เหมาะสมอิงตลาดโลก นอกจากนี้เอ็นจีวีต้องปรับราคาให้ใกล้เคียงแอลเอ็นจีนำเข้าและส่งเสริมให้ผู้ใช้แอลพีจีในส่วนภาคขนส่งหันมาใช้เอ็นจีวีแทน

                อีกประการ นโยบายที่เคยกำหนดไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีการใช้พลังงานทดแทนเข้ามานั้น ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซลหรือพลังงานทดแทนที่ทำจากพืชการเกษตร หรือพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ต่างก็มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับโลกอนาคต ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรให้ชะงักขาดตอน แต่น่าจะวิจัยพัฒนาต่อยอดต่อเนื่องและกำหนดเป็นเป้าหมายไว้ เฉกเช่นเดียวกับการกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงานที่เป็นรูปธรรมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลต้องให้การส่งเสริมและให้เกิดรูปธรรมเห็นผล อย่าประโคมรณรงค์ที่เลื่อนลอย ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องพลังงานที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ทางรัฐบาลก็ควรดำเนินการอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายบนพื้นฐานของความเป็นจริง และมีมาตรการบรรเทาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบน้อยที่สุด