คอลัมนิสต์

ความเกลียดชังตำรวจจราจร

ความเกลียดชังตำรวจจราจร

24 ก.ย. 2557

ความเกลียดชังตำรวจจราจร : โลกตำรวจ ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

                “โน่น มึงไปซื้อโค้กมาให้กูกินเลย” นายดาบตำรวจจราจรพูดกับเด็กหนุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร เมื่อถูกตำรวจเรียกให้จอดพร้อมขอดูใบขับขี่ บริบทของการเจรจาต่อรองที่คุ้นชินทั้งฝ่ายตำรวจและฝ่ายผู้ขับขี่รถที่ละเมิดกฎเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยได้เกิดขึ้น...ซ้ำๆ เดิมๆเหมือนอย่างทุกครั้งที่เคยเป็นมา

                “พี่ช่วยผมหน่อย" เด็กหนุ่มพูดกับนายดาบตำรวจ พร้อมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แบงก์ยี่สิบ 2 ใบ สภาพยับยู่ยี่บนมือเด็กหนุ่มที่กางออกให้นายดาบตำรวจดู...ไม่ต้องใช้ภาษาพูดก็สามารถแปลความหมายได้ตรงกัน...นี่คือส่วยรูปแบบหนึ่งใช่หรือไม่?

                ถึงแม้ว่าจะเป็น ส่วย 40 บาทก็เถอะ!!

                “โน่น มึงไปซื้อโค้กมาให้กูกินเลย” แทนที่นายดาบตำรวจจะโกรธที่ถูกหยามเกียรติและศักดิ์ศรีด้วยเงินเพียง 40 บาท

                “มันให้กูยืนรอ กูก็ยืนถือโค้กรอ แมร่งก็โบกรถอยู่กลางถนน กูโคตรร้อน แมร่งก็ไม่เดินมาสักที” เด็กหนุ่มเล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังอยากออกรสออกชาติ...ทุกคนตั้งใจฟัง

                “พอมันเดินมาริมถนน กูยืนถุงโค้กให้ มันดูดปุ๊บ มันทำหน้าแบบกูอธิบายไม่ถูกเลย...กูเห็นหน้ามันแล้ว กูคิดว่า งานเข้าแน่กู” เรื่องเล่าชวนติดตามได้อย่างน่าลุ้น

                “มึงเอาอะไรมาให้กูกินเนี่ย" นายดาบตำรวจถาม

                “โค้กครับพี่ ผมรอพี่ตั้งนาน พี่มัวแต่โบกรถ น้ำแข็งมันละลาย ก็เป็นอย่างนี้” เด็กหนุ่มให้เหตุผล

                “มึงรู้จักมั้ย...โค้กแคนน่ะ โค้กแคนที่เซเว่นน่ะ นี่มึงเล่นเดินง่ายๆ เอาตรงนี้เลยนะ เดี๋ยวปั๊ด!!!”

                “ดูแมร่ง จะกินโค้กแคน ให้กูเดินไปซื้อซะไกล”

                พอได้ดื่มโค้กแคนสมใจ เด็กหนุ่มได้รับอิสรภาพ...ต่างฝ่ายต่างพกพาประสบการณ์จากความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในครั้งนี้ไปตามมุมมอง และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป

                เด็กหนุ่มจะรู้หรือไม่ว่า นายดาบตำรวจมีความเมตตาและเอ็นดู การใช้ให้เด็กหนุ่มไปซื้อโค้ก และโค้กแคนเป็นลีลาการกระเซ้าเย้าแหย่ มิได้มีความมุ่งประสงค์ที่จะดื่มโค้กแคนฟรีจากเดิมหนุ่มแต่ประการใด

                มิได้มีความประสงค์จะรับส่วย 40 บาท เพื่อแลกกับการไม่บังคับใช้กฎหมายจราจรกับเด็กหนุ่มแต่ประการใด

                ทำไม นายดาบตำรวจจึงปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนรออยู่ริมถนนในขณะที่เขาไปปฏิบัติหน้าที่อยู่กลางถนน ท่ามกลางเปลวแดดร้อนระอุ...จนกระทั่งน้ำแข็งในถุงโค้กละลายจนหมดรสชาติความเป็นโค้ก?

                นายดาบตำรวจจะรู้หรือไม่ว่า

                เด็กหนุ่มมิได้เรียนรู้เหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังซึ่งเป็นที่มาแห่งความคิดของนายดาบตำรวจที่ใช้ให้เขาไปซื้อโค้กมาให้ดื่ม แทนการจ่ายเงินค่าปรับตามกฎหมาย

                เด็กหนุ่มมิได้ตระหนัก และมุ่งมั่นที่จะไม่กระทำผิดกฎหมายจราจรอีกต่อไป

                เด็กหนุ่มคิดแต่เพียงว่า เขาพลาดแล้ว...ในครั้งนี้นายดาบตำรวจเป็นต่อ เขาจำเป็นต้องยอม เพราะถ้าเขาแข็งขืน นั่นหมายถึงเขาจะถูกให้ใบสั่งและเสียเงินค่าปรับจำนวนมาก ซึ่งเป็นบทลงโทษของการกระทำผิดกฎหมายจราจร

                การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กลุ่มเพื่อนฟังนี้ มิได้สะท้อนให้เห็นว่า เขาสำนึกถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเกิดความปลอดภัยตามกฎข้อบังคับตามกฎหมายจราจร

                หากแต่เป็นเรื่องขำขัน และเจือปนไปด้วยความดูแคลนเสียด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากคำเรียก

                ดังนั้น หากตำรวจจะคิดว่า ความเมตตาที่มีต่อผู้ขับขี่รถที่กระทำผิดกฎหมาย (ด้วยการละเว้นไม่ให้ใบสั่งจราจร) จะทำให้ทัศนคติของประชาชนดีต่อตำรวจ หรือทำให้ตำรวจมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาของประชาชนก็อาจจะเป็นความคิดที่ผิดพลาด

                เพราะถึงแม้ว่าผู้กระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้แสดงอาการต่อต้านอย่างขึงขัง แข็งกร้าว และรุนแรง หากแต่การดูแคลนต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ความสง่างามของความเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอันประกอบด้วยความเสมอภาค และความเท่าเทียม จะถูกนำไปประทับตราเป็นอัตลักษณ์ของตำรวจจราจรไทยอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

                ถึงแม้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจำเป็นต้องตระหนักอย่างยิ่งในความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจรที่จะต้องมีความเข้มข้น เข้มแข็ง ที่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่และการใช้รถใช้ถนนของคนไทยอันเนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยมานาน จนทำให้คนไทยลืมคิดไปว่า การไร้วินัยในการจราจรเป็นรากเหง้าที่มาอันสำคัญทำให้คนไทยต้องตายกลางถนนจนติดอันดับโลก

                ถึงแม้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่า คนไทยยังไม่พร้อมและยังไม่ยอมรับต่อการอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งได้อย่างที่อารยประเทศนิยมกระทำกัน และเป็นที่มาของความรู้สึกเชิงลบต่างๆ ที่มีต่อตำรวจทั้งๆ ที่กระทำผิดกฎหมายก็ตาม ด้วยยังมีวิธีคิดที่ผิดพลาดว่า กฎหมายจราจรเป็นข้อหาเล็กๆ ที่น่าจะประนีประนอมได้

                แต่ถึงอย่างไรเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องจับมือกันกำหนดยุทธศาสตร์ที่ดีที่จะทำให้คนไทยปลอดภัย ไม่ต้องตายกลางถนนอย่างน่าอเนจอนาถ น่าเวทนาอย่างที่ผ่านมาอีกต่อไป โดยต้องไม่ทำให้ตำรวจต้องยอมจำนนด้วยเกรงว่า ยามเมื่อตำรวจบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มแข็ง ยามนั้นตำรวจจะเป็นที่เกลียดชังของประชาชน!!