
มุ่งมั่นสู่การปฏิรูป
มุ่งมั่นสู่การปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 กันยายน 2557
ทำไปทำมากลับดูเหมือนว่า ภารกิจหลักของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเข้ามาทำหน้าที่วางโครงปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)กำหนดเอาไว้ แผ่วเบาเสียกว่าเรื่องกระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.ทั้งการล็อกสเปกเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งการไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ ยิ่งดูมีลับลมคมใน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างขว้างขวาง แม้ว่า คสช.จะให้เหตุผลการปกปิดรายชื่อไว้ก่อนก็เพื่อไม่ให้เกิดการวิ่งเต้นเกิดขึ้นในระหว่างการคัดเลือก แต่กระนั้นก็ตาม สังคมก็ยังเห็นว่า การได้มาซึ่งกรรมการสรรหาควรจะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และเมื่อ สปช.มีหน้าที่เข้ามาวางโครงร่างปฏิรูปในด้านต่างๆ ก็ควรจะต้องได้รับการยอมรับ ยิ่งเมื่อกระบวนการคัดสรรมาจากคนกลุ่มเดียวก็ยิ่งต้องสร้างความโปร่งสให้เกิดขึ้นให้มากที่สุดด้วย
กล่าวสำหรับหน้าที่ของ สปช. ถูกกำหนดให้เข้ามาศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ คือ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน สังคม และอื่นๆ เพื่อให้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและสามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ ประเด็นปัญหาที่พึงขบคิดก็คือ ต้องย้อนกลับไปที่โจทย์ของ คสช.ตั้งแต่ต้นดังกล่าวมา ว่า จะมุ่งหน้าปฏิรูปประเทศไทยในด้านใดบ้าง เช่น จะออกแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เคยว่าไว้อย่างไร การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า ประเด็นนี้ได้ทำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้จนเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายขึ้นในหมู่คนไทย ฉะนั้นเมื่อ คสช.ปรารถนาอย่างจริงใจที่จะทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นในชาติ ก็ต้องพิจารณาในแง่ของตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เขียนโครงเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ฯลฯ เมื่อเข้าใจตรงกันตามนี้ โจทย์ของการปฏิรูปก็จะเป็นตัวกำหนดบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ สปช.ในแต่ละด้าน ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น คสช.ก็ต้องเป็นผู้ตอบคำถามสังคมเอง เพราะจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไปว่า เลือกสรรเข้ามาผิดฝาผิดตัวหรือไม่
ห้วงเวลานับจากนี้จนถึงวันตัดสินรายชื่อสมาชิก สปช. 250 คน ที่คาดว่าไม่น่าจะเกินวันที่ 2 ตุลาคม จึงถือเป็นโค้งอันตรายที่ คสช.จะต้องใช้ความจริงใจ และมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศดังที่ได้กำหนดโรดแม็พเอาไว้อย่างจริงจัง ด้วยการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาตอบโจทย์ของปัญหา 11 ด้าน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่สามารถคัดเลือกบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งเข้ามาได้อย่างพอเหมาะพอดี ก็ควรจะต้องสรรหาบุคคลที่เป็นกลางมีความรู้ความสามารถให้มากที่สุด ทั้งเพื่อการยอมรับของสังคมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ปฏิรูปประเทศชาติ ซึ่งถ้าหากไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ก็คงยากจะหลีกเลี่ยงจากคำติติงที่ว่า "ปฏิวัติเสียของ"



