คอลัมนิสต์

สู้ข้าวยากหมากแพง

สู้ข้าวยากหมากแพง

22 ก.ย. 2557

สู้ข้าวยากหมากแพง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2557

                 ไม่เพียงเฉพาะแต่ว่า เป็นช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น ที่ส่งผลให้ราคาพืชผักผลไม้ปรับขึ้นราคากันแบบยกกระดานเหมือนเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการปรับราคาตามฤดูกาล หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ขณะนี้มีสินค้าหลายรายการ ทั้งอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภคต่างๆ ทยอยขึ้นราคากันไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศยืดอายุมาตรการควบคุมราคาสินค้า จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนนี้ ออกไปอีก ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันแอบปรับราคาขึ้นเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือยังชีพด้วยเงินเดือนประจำ เพราะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นทุกบาททุกสตางค์เท่ากับเป็นการลดรายได้ของพวกเขาลง ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยให้เงินในกระเป๋าของพวกเขาด้อยค่าลงไปอีก


                 สำหรับมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ที่ผ่านๆ  มานั้น จะเห็นได้ว่ามีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น การออกร้านขายสินค้าราคาถูกให้แก่ประชาชน การดึงผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำหน่ายสินค้าลดค่าครองชีพ ร้านธงฟ้า ไข่ไก่หน้าฟาร์ม ฯลฯ แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะแทรกแซงตลาดอย่างไร ประชาชนก็ยังเดือดร้อนอยู่ดี เพราะมาตรการดังกล่าวมานั้น จะว่าไปแล้วก็เหมือนฝนตกไม่ทั่วฟ้า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง พวกเขายังต้องพึ่งพิงอาหารและพืชผักผลไม้สดจากตลาดนัดใกล้บ้าน หรือในซูเปอร์สโตร์ต่างๆ ซึ่งราคาสินค้าปรับขึ้นกันอยู่จนเกือบเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าจำพวกพืชผัก ที่นอกจากเป็นไปตามอุปสงค์อุปทานแล้ว ยังขึ้นกับฤดูกาลที่จะเป็นตัวกำหนดปริมาณสินค้าอีกด้วย

                 นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี โดยเฉพาะสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคาดหมายว่าจะผ่านการพิจารณาออกมาใช้ได้ทันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ระยะเวลาร่วม 1 ปีที่ผ่านมานั้น การงานภาครัฐแทบจะหยุดนิ่ง เพราะปัญหาทางการเมืองจนมีงบค้างท่อหลายแสนล้านบาท หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เศรษฐกิจของประเทศถูกแช่แข็ง เม็ดเงินที่ควรจะเป็นผลพวงจากการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนโลหิตไม่ได้ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

                 นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลยังมีโครงการเร่งด่วนอีกหลายโครงการที่รอการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง โครงการรถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์อีกหลายสาย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนจะทำให้เกิดการจ้างงาน และกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเม็ดเงินไปพร้อมกัน ซึ่งแน่นอนว่า แม้จะไม่ส่งผลให้สามารถบรรเทาค่าครองชีพได้โดยตรง หากแต่ในทางอ้อมนั้น เมื่อเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่สะดุด การลงทุน การส่งออก เป็นไปตามเป้าหมาย ก็น่าจะช่วยให้เม็ดเงินตกถึงมือประชาชนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ที่ทะยานขึ้นอย่างไม่รู้หยุดหย่อน