คอลัมนิสต์

4ตุลาเดินเครื่องยุทธศาสตร์นายใหญ่

4ตุลาเดินเครื่องยุทธศาสตร์นายใหญ่

16 ก.ย. 2557

4ตุลาเดินเครื่องยุทธศาสตร์นายใหญ่ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               นาทีนี้คงไม่ต้องสงสัยว่า "ชายชุดดำ" ที่ออกมาก่อเหตุรุนแรงเมื่อปี 2553 นั้นมีจริงหรือไม่ ภายหลัง ตำรวจ-ทหาร ร่วมกันจับกุม ชาย 4 หญิง 1 ได้ และมีการทำแผนรับสารภาพไปแล้ว

               นั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการวางแผนเพื่อให้ "นายใหญ่" ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากล้มเหลวไปแล้วเมื่อปี 2552-2553

               หนึ่งในชายชุดดำนั้น ตำรวจระบุว่าเป็นคนที่เชื่อมโยงกับ กริชสุดา คุณะเสน หรือ "เปิ้ล สหายสุดซอย" เพราะวันที่ไปตรวจค้นบ้านพักของ กริชสุดา นั้นพบหลักฐานการโอนเงินไปยังชายชุดดำที่ถูกจับกุม

               ชัดเจนว่า ไม่ได้กล่าวหาว่า กริชสุดา จ้างชายชุดดำไปทำความผิด

               และไม่ได้แจ้งข้อหาว่า "ชายชุดดำ" ร่วมกันสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ในเหตุการณ์ดังกล่าว

               แต่สาเหตุหนึ่งที่ กริชสุดา จำเป็นต้องแสดงท่าทีออกมาให้มากที่สุดนั่นอาจเป็นเพราะ ในห้วงเวลาที่ กริชสุดา อยู่ในการควบคุมของทหารนั้น มีระยะเวลาที่นานเกินไป และ กริชสุดา ก็บอกว่า สะดวกสบายเกินไป จนทำให้ กริชสุดา ไปชี้แจงผ่านสื่อต่างประเทศเพื่อยืนยันในจุดยืน แต่กลับถูกตำรวจสวนกลับไปว่า นั่นเป็นเพราะ กริชสุดา หวั่นว่า สิ่งที่ได้พูดไปในระหว่างการถูกกักตัวนั้นจะนำเภทภัยมาหาตัวกริชสุดาเอง

               แล้วก็ให้บังเอิญที่ "ชายชุดดำ" ดันมาถูกจับกุมเกือบยกก๊วน โดยมีการระบุว่า หนึ่งในนั้นโดนจับเพราะกริชสุดาโอนเงินไปให้

               มาถึงตรงจุดนี้ ถ้าหากว่า การเคลื่อนไหวของ กริชสุดา เป็นไปตามเจตนารมณ์ทางการเมือง อาจพูดได้ว่า น่าเป็นห่วงกริชสุดา จริงๆ!

               แต่ในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงแล้ว กริชสุดา เป็นเพียง "เบี้ยบนกระดาน" ที่คนเล่นพร้อมจะแลกกับอะไรก็ได้ หากมันคุ้ม

               บังเอิญว่า ไม่ทันได้แลกเท่านั้น

               แต่นั่นก็เป็นธรรมชาติของ "เบี้ย" การคงอยู่หรือไม่ ไม่ได้หมายความว่า "แผน" ที่วางเอาไว้จะสิ้นสุดยุติ ถึงแม้ว่า ปี 2553 จะต้องได้รับความพ่ายแพ้ ทั้งที่ตั้งเป้าหมายว่า ต้องได้ชัยชนะเท่านั้นก็ตาม

               แผนปี 2556-2557 ก็ไม่ได้หมายความจะไม่มี

               ถึงแม้ว่าช่วงก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยังไม่ถูกยึดอำนาจ แต่ก็รู้ดีว่า ด้วยสภาพที่ไม่ต่างกับง่อยเปลี้ยเสียขา เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ประเทศชาติอยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง หายใจรวยริน "นายใหญ่" ก็รู้ดีว่า อยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ไม่นาน อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องเข้ามาแน่ ความที่คิดหลายชั้น ทำให้มองเห็นว่า นั่นจะเป็นการเปิดเกมใหม่

               ยิ่งเมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ย่อมต้องถูกแรงกดดันจากทั้งภายในประเทศ และนอกประเทศ บีบเพื่อให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่ในอำนาจนี้ไปได้นานเท่าใด

               สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก็หนีไม่ออก จนต้องประกาศโรดแม็พ ออกมา 3 ระยะ เป็นเวลาหนึ่งปีถึงหนึ่งปีเศษ

               ทันทีที่คสช.จัดตั้งรัฐบาลเพื่อมาบริหารประเทศจึงเป็นจังหวะที่ดีในการขับเคลื่อนแผนทางการเมือง

               ครั้งนี้ "นายใหญ่" เลือกใช้ "มือรอง" ในการทำมวลชน ไม่เลือกใช้ระดับแกนนำ เพราะคนเหล่านั้น นอกจากจะเป็นเป้าหมายของ คสช.แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการต่อรอง ทั้งตำแหน่งและท่อน้ำเลี้ยง ในขณะที่มือรองนั้น มีแรงขับในการสร้างชื่อเสียง เพราะเห็นแล้วว่า ถ้าทำแล้วสำเร็จ ก็ได้รับการปูนบำเหน็จจริงๆ

               ส่วนอีกขาหนึ่งก็ขับเคลื่อนแนวคิดในเรื่องประชาธิปไตย เพื่อสร้างฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ซึ่งจุดนี้ คสช.ก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้ เพราะถือว่าอยู่ในกฎกติกาที่ คสช.กำหนด

               คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้แหละ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการเรียกร้องให้ คสช.คืนอำนาจให้แก่ประชาชนตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้

               ส่วนการป่วนความสงบสุขนั้น ดูเหมือนจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่ง คสช.เองก็ยอมรับว่า ที่ยังคงกฎอัยการศึกเอาไว้ ก็เพราะ "คลื่นใต้น้ำ" ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ไม่ทั่วถึง

               เพราะไม่รู้ว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว "คลื่นใต้น้ำ" เหล่านั้นจะฉวยจังหวะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลทหารนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันภายหน้า

               แต่ที่แน่ๆ ก็คือ "นายใหญ่" ให้คนดูดวงเมืองแล้ว ได้บทสรุปว่า จะเคลื่อนไหวอย่างไร ต้องหลังวันที่ 4 ตุลาคม เพราะวันนั้น "ดาวจะเคลื่อน" ส่วนจะเคลื่อนอย่างไร จะเป็นจังหวะให้มวลชนเคลื่อนด้วยหรือไม่ ไม่นานเกินรอ ได้รู้กัน

....................................

(หมายเหตุ : 4ตุลาเดินเครื่องยุทธศาสตร์นายใหญ่ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)