คอลัมนิสต์

มาตรการภาษีเพื่อสังคม

มาตรการภาษีเพื่อสังคม

16 ก.ย. 2557

มาตรการภาษีเพื่อสังคม : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 16 กันยายน 2557

               รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสาธารณชน ข้อสำคัญหนึ่งคือ จะลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม อันเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งมาตรการทางภาษีถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลจะหยิบมาใช้ และที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติภาษีมรดกและการรับให้ กับมาตรการปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตที่เคยเรียกเก็บจากสินค้าบาปก็เตรียมขยายสู่เครื่องดื่มบางชนิดที่เป็นภัยต่อสุขภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

               กล่าวสำหรับภาษีมรดก ก่อนหน้านี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งสัญญาณไปยัง สนช. เพื่อผลักดันกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดกที่ได้ร่างกฎหมายไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกรมสรรพากร คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการจัดเก็บภาษีมรดก สำหรับแนวทางการจัดเก็บได้ปรับปรุงมาจากแนวคิดเดิมที่เคยศึกษาเอาไว้ที่จะเก็บภาษีจาก "กองมรดก" พร้อมกับภาษีการให้ มาเป็นการจัดเก็บภาษีจากผู้รับมรดกแทน ฯลฯ สำหรับอัตราภาษีตามผลการศึกษา ทรัพย์มรดกสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะไม่เรียกเก็บ ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท จัดเก็บร้อยละ 10 และทรัพย์มรดกสุทธิตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป จัดเก็บร้อยละ 20 โดยสรุปก็คือ ภาษีมรดกจะมุ่งเน้นเก็บจากผู้ร่ำรวยเป็นหลัก ภายใต้แนวทางสร้างความเป็นธรรมและกระจายรายได้

               อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือเป็นวาระท้าทายรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่งก็คือ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มปลอดแอลกอฮอล์บางชนิดที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญ จากที่ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนออกมารณรงค์เรียกร้องหนทางลดการบริโภคน้ำตาลในหมู่ประชากรชาวไทยลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นผลในทางปฏิบัติสักเท่าไร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกวันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า การบริโภคน้ำตาลเกินพอดีนั้นจะนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ มากมาย ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจ ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อเยียวยารักษาผู้ป่วยเรื้อรังอันเกิดจากการบริโภคน้ำตาล ขณะที่ผู้ผลิตและจำหน่ายยังขาดการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งที่ควรต้อง "จ่ายคืน" แก่ส่วนรวม

               อย่างไรก็ตาม สำหรับร่างพระราชบัญญัติภาษีมรดกฯ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช.ทั้งที่แต่เดิมคาดหมายว่า เรื่องนี้จะเป็นวาระแรกๆ ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา จนสังคมเริ่มจะสงสัยว่า รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง "เรื่องร้อน" หรือไม่ ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้ประกาศไปก่อนหน้าว่า จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้มาตรการนี้จะได้เม็ดเงินเข้าคลังไม่มากเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวังก็ตาม ขณะที่ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มรสหวานทั้งหลายก็นับเป็นประเด็นร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะขนาดของตลาดสินค้าประเภทนี้และจำนวนผู้บริโภคมีขนาดใหญ่ และฝังลึกลงจนอยู่ในวิถีการบริโภคของสังคมไปแล้ว ถ้าหากรัฐบาลจริงใจที่จะสร้างความเท่าเทียมในสังคม สร้างความอยู่ดีมีสุขให้แก่ประชาชนโดยถ้วนหน้า ก็ต้องกล้าที่จะผลักดันกฎหมายออกมาให้ได้