
ต้องสาวให้ถึงผู้บงการ
ต้องสาวให้ถึงผู้บงการ : บทบรรณาธิการประจำวันที่15ก.ย.2557
คดีสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคง นำคณะนายตำรวจแถลงความคืบหน้าของคดีด้วยการสามารถจับชายชุดดำผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนฆ่าผู้อื่นช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2553 จำนวน 5 รายได้ และยังอยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 2 ราย เบื้องต้นผู้ต้องหาที่จับกุมได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ท่ามกลางปุจฉาที่สงสัยว่ากลุ่มชายชุดดำติดอาวุธนั้นเป็นใคร มีการเชื่อมโยงไปถึงกองกำลังจากต่างชาติที่พยายามสร้างความรุนแรงขึ้นเพื่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นใจกลางเมืองหลวงครั้งนั้น
การจับกุมครั้งนี้จึงทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่งว่า คนชุดดำนั้นมีจริง และเป็นคนไทยเหมือนกับเราๆ ท่านๆ แต่นิยมความรุนแรง ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนสงคราม เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด โจมตีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจำนวนหลายคน หนึ่งในนั้นรวมถึงพล.อ.ร่มเกล้า ขณะปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เมื่อเวลาประมาณสองทุ่มของวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนตะนาว และบริเวณใกล้เคียง และจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทำให้ได้พยานหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มคนชุดดำทั้ง 5 คน เคยเป็นการ์ดของกลุ่มนปช.มาก่อน และได้มีการฝึกจนมีทักษะในการใช้อาวุธสงครามก่อนที่จะออกปฏิบัติการความรุนแรงในเวลาต่อมา
ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาสังคมจับตาความคืบหน้าและถามหาถึงการจับกุมผู้กระทำผิดที่อยู่ในกลุ่มของชายชุดดำ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง ก็พยายามที่จะเดินหน้าค้นหาความจริงในเรื่องนี้ แต่ก็ติดอุปสรรคในหลายเรื่อง ทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่างๆ นักการเมือง พรรคการเมืองบางพรรค ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมบางส่วน และรัฐตำรวจที่เกียร์ว่าง ทำให้คดีถูกดองไม่มีความคืบหน้า ยิ่งไปกว่านั้นหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คดีนี้กลับถูกพลิกกลับตาลปัตรจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่พยายามนำเรื่องนี้ไปเป็นคดีพิเศษ ก่อนที่จะสร้างความฮือฮาด้วยการบอกว่าชายชุดดำไม่มีจริง
หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ได้พยายามสร้างความปรองดองขึ้นในชาติบ้านเมือง โดยการกวาดล้างอบายมุข เจ้าพ่อ มาเฟีย ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่ามีการจับกุมคลังอาวุธสงครามได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก และผู้ต้องหาเหล่านี้ได้มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา แต่มิวายที่จะถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจับแพะจากคนบางกลุ่มที่แสดงอาการปัดสวะให้พ้นตัว จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ องค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนต้องตรวจสอบจับตานำความจริงมาตีแผ่ภายใต้กระบวนการอันโปร่งใส ถูกต้องและเป็นธรรม ที่สำคัญจะต้องนำตัวผู้บงการที่เป็นหัวใจสำคัญของท่อน้ำเลี้ยง ต้นตอของความสูญเสียมาลงโทษตามขั้นตอนกฎหมายให้จงได้



