คอลัมนิสต์

คืนความสุขด้านพลังงาน

คืนความสุขด้านพลังงาน

12 ก.ย. 2557

คืนความสุขด้านพลังงาน : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง

                ยังคงเป็นประเด็นสุดฮอตกับมหกรรมคืนความสุขให้พี่น้องประชาชนที่รัฐบาล คสช. ประเคนให้แก่ผู้ใช้น้ำมันด้วยการปรับลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับเบนซินทุกชนิด ตั้งแต่ 1-3.89 บาท/ลิตร ยังผลให้ราคาเบนซินทุกชนิดปรับราคาลงเป็นประวัติการณ์!
    
                ไม่มีใครเฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดข้างต้นนั้น ต้องแลกมาด้วยรัฐบาลและกองทุนน้ำมันต้องเฉือนเนื้อลงไปถึงเดือนละนับ 1,000 ล้านบาท ที่อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนในระยะยาว
    
                แต่ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าการที่ราคาน้ำมันในบ้านเราแพงอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากนโยบายการบริหารจัดการแหล่งพลังงานผิดพลาด หรือเกิดจากการให้สัมปทานขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียมที่มีการโจมตีกัน
    
                แต่เป็นผลพวงมาจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินเข้ากองทุนน้ำมัน!
    
                ถ้าหากเป็นเช่นนั้น การพยายามปลุกเร้ามวลชนให้ทวงคืนพลังงาน หรือการเรียกร้องให้รัฐระงับการต่อสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุลง รวมทั้งให้ระงับพิจารณาเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไว้ก่อน พร้อมขอให้รัฐบาล คสช.ได้เร่งรัดแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 เพื่อผลักดันนำเอาระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี มาใช้แทนระบบการให้สัมปทานในปัจจุบันนั้น ใช่แนวทางที่ยังประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่?
    
                แม้ก่อนหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.จะออกโรงชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวยหรือมีแหล่งพลังงานมหาศาล เป็นซาอุฯ แห่งเอเชียอย่างที่เข้าใจกัน ตรงกันข้ามเรากำลังประสบปัญหาวิกฤติพลังงานที่จำเป็นต้องเร่งแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนแหล่งพลังงานเดิมที่กำลังร่อยหรอ หากใครมีข้อมูลหรือแนวทางในอันที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้ดีกว่าก็ให้เอาข้อมูลออกมาเสนอ และนำไปพูดคุยกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
    
                แต่ก็ดูเหมือนเครือข่ายทั้งหลายจะยังคงเดินหน้าตามแนวทางของตนอย่างไม่ลดละ
    
                ขณะที่มีกระแสตอบรับจากผู้คนในสังคมในอันที่จะให้รัฐบาล คสช. ได้เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน รวมทั้งการแสวงหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมทั้งเรื่องของการพิจารณาสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุลง การเร่งปัดฝุ่นสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ที่คาราคาซังกันมานานกว่า 2 ปี รวมถึงการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” เพื่อหาทางพัฒนาแหล่งพลังงานร่วม
    
                ล่าสุด พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ที่เดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการและได้มีโอกาสหารือแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานกับ สมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา โดยตรงนั้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่ลงลึกไปถึงการเจรจาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งกินพื้นที่ร่วมกว่า 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ทุกฝ่ายให้การสนับสนุน
    
                เพราะหากรัฐบาล คสช. ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแอบแฝง และไม่มีกลุ่มทุนการเมืองใดอยู่เบื้องหลังไม่เป็นผู้เจรจาสะสางปัญหาคาราคาซังข้างต้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลชุดไหนจะรับหน้าเสื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ โดยปราศจากข้อครหา!
    
                แม้แต่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมต.พลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เองก็ยังออกมาชื่นชมในความกล้าของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่ได้ริเริ่มกรุยทางเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว พร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล คสช.ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยไม่ถูกครหาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเอื้อประโยชน์กลุ่มใด แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนี้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชนไทยในระยะยาว 30-40 ปีข้างหน้า
    
                เช่นเดียวกับที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และรองหัวหน้า คสช. ที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการนำเอาระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็คือแหล่งปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-เวียดนาม แต่ 2 รัฐบาลได้ตกลงแยกพื้นที่พัฒนากันเองนั้น ประเทศไทยที่ใช้ระบบสัมปทานได้ดำเนินการขุดเจาะสำรวจไป 5 ปี จนสามารถผลิตก๊าซนำมาใช้แล้วถึง  6 ปี กำลังผลิต 230 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน รายได้รวม 5 หมื่นล้านบาท ผลิตไฟฟ้า 2,800 เมกะวัตต์ แต่เวียดนามที่เป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ที่บรรดาเครือข่ายชื่นชมกัน จนป่านนี้ยังไม่สามารถผลิตได้ เชฟรอนที่ขุดเจาะก็ขอถอนตัวไปแล้ว
    
                และจะว่าไปหากรัฐบาล คสช.เห็นว่าระบบการให้สัมปทาน ไทยแลนด์ 3 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติน้อยเกินไป ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถวางนโยบายให้กระทรวงพลังงานแก้ไขเพิ่มเติมเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่รัฐได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าภาคหลวง ภาษี หรือแม้แต่ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษใดๆ
    
                แต่ไม่ใช่ห้ามการขุดเจาะเปิดสัมปทานใหม่ อย่างที่มีการเรียกร้องกันอยู่ งานนี้ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ และ พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องทุบโต๊ะเสียแล้วล่ะ!