
ปฏิรูปศึกษาความหวังของชาติ
ปฏิรูปศึกษาความหวังของชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่11ก.ย.2557
การศึกษาของไทยบ่อยครั้งที่มีข่าวดีให้น่าชื่นใจที่เด็กนักเรียนของเราสามารถไปคว้าเหรียญรางวัลในต่างแดนได้เสมอ แต่อีกด้านหนึ่งก็มักมีข่าวการจัดลำดับการศึกษาของไทยที่ติดอันดับไม่น่าปลื้มเท่าไหร่ จนเกิดคำถามขึ้นมาว่านโยบายการศึกษาเดินไปถูกทิศทางแค่ไหนอย่างไร ในขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า และอนาคตเยาวชนของไทยจะมีศักยภาพและประสิทธิภาพในการแข่งขันสู้กับนานาประเทศได้มากน้อยแค่ไหนกับทิศทางการศึกษาในปัจจุบันนี้ และเมื่อเดือนพฤษภาคม มีผลการจัดอันดับการศึกษาโลกประจำปี 2557 โดยบริษัทเพียร์สัน พีแอลซี บริษัทด้านการศึกษาและสื่อสิ่งพิมพ์ระดับโลก ที่อ้างอิงผลสรุปประเมิน 40 ประเทศ และเขตการปกครองทั่วโลก พบว่าไทยติดอันดับ 35 ถือว่าดีขึ้นจากอันดับ 37 ในปี 2555
ขณะที่ รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ในฐานะรักษาการประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของสมาชิก 144 ประเทศทั่วโลก จากรายงานโกลบอล คอมเพทติทีฟ รีพอร์ท 2014-2015 โดยเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม โดยสรุปว่าขีดความสามารถแข่งขันของไทยอยู่อันดับที่ 31 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน เมื่อพิจารณาเรื่องคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อยู่อันดับ 7 ของอาเซียน และอยู่อันดับที่ 86 ของโลก ที่น่าห่วงคือ คุณภาพของระบบอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน เป็นอันดับที่ 78 ของโลก ตามหลังลาวและกัมพูชา แม้ว่าขีดความสามารถด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ของไทยจะค่อนข้างดี
ตัวเลขผลการจัดอันดับเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับด้านการศึกษาของชาติ ต้องตระหนักและเร่งแก้ไขทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในช่วงที่การบริหารมาจากรัฐบาลและ คสช.น่าจะสร้างความหวังให้การศึกษาไทยที่มีปัญหามานานให้ดีขึ้นได้ เพราะที่ผ่านมาทุกรัฐบาลไม่สามารถทำได้สะท้อนจากความตกต่ำที่มีมาอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับดีขึ้นและบางแห่งก็แซงหน้าไทยไปแล้ว จึงถือว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแต่ไม่ได้ทำ นอกจากนี้นักวิชาการด้านการศึกษามองว่าการศึกษาไทยมีปัญหาทุกระดับที่ต้องแก้ทั้งระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แยกส่วนดำเนินการ และมุ่งเป้ามีผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนทุกระดับการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษามีทั้งหมด 7 ประเด็น คือ เพิ่มอุดหนุนรายหัวระดับศึกษาขั้นพื้นฐาน แก้ปัญหาขาดแคลนครูและบุคลากร ปรับปรุงอัตราตำแหน่งผู้บริหาร พัฒนากำลังแรงงานของประเทศ พัฒนาให้มีวิทยาลัยเฉพาะทางในทุกสาขาอาชีพกระจายทุกภูมิภาค สร้างค่านิยมอาชีวศึกษาให้หันมาเรียนเพิ่ม และจัดระบบอาชีวศึกษาของทุกหน่วยงานป้องกันซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันในการเสนอชื่อคัดสรรเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ซึ่งแยกเป็น 11 ด้าน ก็ปรากฏว่ามีผู้เสนอชื่อเข้าคัดเลือกในด้านการศึกษาจำนวนมาก ตรงนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เห็นชัดว่าการศึกษาของชาติยังต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น ที่ผ่านมาก็พยายามทำแต่วนในอ่างกันไม่รู้จบ ดังนั้น ถึงเวลาต้องเร่งรีบทำอย่าทำลายโอกาสของเยาวชนเราอีกต่อไป



