
คอร์รัปชั่นต้องแก้ทั้งสามขา
คอร์รัปชั่นต้องแก้ทั้งสามขา : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
ไม่มีใครที่ปฏิเสธว่าการคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายของสังคม และนำมาซึ่งความเสียหายซึ่งมีทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งตัวการที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย
เราจึงเห็นความพยายามของหลายฝ่ายที่จะจัดการกับปัญหานี้ แต่ก็แน่นอนว่ายังไม่สามารถทำได้ เรายังเห็นทั่วทุกหัวระแหงของประเทศเต็มไปด้วยการทุจริต เราพบได้ตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับบนของประเทศ
คสช. เองก็ตระหนักในปัญหานี้เช่นกันถึงขนาดบรรจุพิมพ์เขียวของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าต้องมีกลไกเพื่อป้องกันการทุจริต รวมทั้งให้สร้างกลไกเพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าทุจริตไม่ให้เข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง
และแน่นอนว่าภายหลังการเข้ายึดอำนาจ ดูเหมือนว่า "นักการเมือง" จะเป็นวายร้ายอันดับหนึ่งในสายตา คสช. ซึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะที่ผ่านมานั้น นักการเมืองได้เป็นสัญลักษณ์ของการคอร์รัปชั่นไปเสียแล้ว จนถึงขนาดมีการเรียกเงินใต้โต๊ะในการรับงานใหญ่ หรือโครงการยักษ์ว่า "ค่าการเมือง"
หลายครั้งที่หลายโครงการต้องแพงเกินจริงไปโข เพราะนักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการให้สัมปทานหรือรับงานต่างไปทำ และแน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองระดับชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงนักการเมืองระดับท้องถิ่นด้วย
แต่เอาเข้าจริงแล้ว "นักการเมือง" มิใช่เป็นตัวการเดียวเท่านั้นที่ทำให้มะเร็งคอร์รัปชั่นลุกลามไปได้ขนาดนี้ ข้าราชการเองก็มีส่วนไม่น้อย ถ้าไม่หลอกตัวเองเกินไป เราจะเห็นข้าราชการแทบจะทุกระดับเข้าไปมีส่วนร่วมกับการคอร์รัปชั่น บางคนแค่รู้เห็น ขณะที่อีกหลายคนเป็นคนเรียกรับ "สินบน" ด้วยตัวเอง
"กินตามน้ำ" เป็นคำที่คนในสังคมคุ้นเคยและมองผ่านอย่างทำใจ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการคอร์รัปชั่นอยู่ในระบบราชการ เราจึงไม่อาจจะโยนความผิดทั้งหมดไปที่นักการเมืองได้ เพราะต่างคนก็ต้องต่างรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น
หลายครั้งที่ผู้มีอำนาจเบื้องบนยังไม่รู้เรื่อง แต่คนอยู่ข้างล่างกลับจัดการงานนอกสั่ง และสวมรอยอำนาจของผู้บังคับบัญชาก็มี
เอาเข้าจริงแล้วการคอร์รัปชั่นไม่เกี่ยวว่าจะเป็น "ข้าราชการ" หรือเป็น "นักการเมือง" หากแต่การคอร์รัปชั่นอยู่ที่การมีอำนาจของใครบางคน หากใครที่มีอำนาจแล้วไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีพอ ก็ย่อมมีโอกาสทุจริตได้ทั้งนั้น
นักการเมืองจะทุจริตได้อย่างไรหากไม่มีอำนาจอยู่ในมือ ข้าราชการจะทุจริตได้อย่างไร หากเขาไม่สามารถเซ็นอนุมัติหรือเซ็นผ่านทางได้ จริงอยู่ที่การทำงานต้องมีอำนาจ แต่ระบบการตรวจสอบและไม่ให้อำนาจอยู่ที่การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวต่างหากที่จะขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้
และอีกหนึ่งขาของการคอร์รัปชั่นที่ปฏิเสธไม่ได้คือระดับปัจเจกอย่างเอกชน เพราะใช่ว่าทุกครั้งผู้มีอำนาจจะเรียกรับผลประโยชน์ หากแต่หลายครั้งผู้ติดต่อหรือผู้ของานเองต่างหากที่เป็นฝ่ายหยิบยื่นผลประโยชน์ให้นักการเมืองและข้าราชการเพื่อแลกกับการ "อำนวยความสะดวกแบบพิเศษ" เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการลัดคิว หรือผ่านงานทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วงานที่จะเสนอคุณภาพไม่ผ่าน
การหยิบยื่นจนเป็นปกติ ทำให้คนหลายคนเสียนิสัยและเริ่มรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาว่าต้องมีการหยิบยื่นจึงจะดำเนินการให้
การขจัดคอร์รัปชั่นแบบยั่งยืนจึงมิใช่เพียงการตัดขาใดขาหนึ่ง หากแต่ต้องจัดการทั้งระบบทั้งสามขาคือ "นักการเมือง-ข้าราชการ-เอกชน" การทำเพียงเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจจะไม่ช่วยแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากเปลี่ยนตัวผู้ทุจริตเป็นคนใหม่เท่านั้น
----------
(หมายเหตุ : คอร์รัปชั่นต้องแก้ทั้งสามขา : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)



