
ประชาชนรักตำรวจ?
ประชาชนรักตำรวจ? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
บอกไปแล้วจะทำได้หรือเปล่า? เหล่าบรรดาตำรวจตั้งคำถามเมื่อได้รับคำสั่งจากนายที่กำลังจะรับตำแหน่งหน้าที่สำคัญยิ่งใหญ่ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” คำว่า ยิ่งใหญ่หมายถึงการที่จะต้องทำให้ตำรวจ 2 แสนกว่าชีวิตสามารถปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนได้อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรีของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
นี่อาจเป็นที่มาของการที่ผู้นำตำรวจใช้วิธีสร้างการมีส่วนร่วมของตำรวจในการหาข้อสรุปในวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของนโยบายผ่านการสั่งการโดยใช้หนังสือด่วนที่สุดสั่งไปยังตำรวจระดับต่างๆ ทั่วประเทศให้ร่วมคิด ร่วมจัดทำนโยบายด้วยการตอบคำถาม 2 ข้อที่ว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรให้เป็นที่ถูกใจ และเป็นที่รักใคร่ของพี่น้องประชาชน ทำอย่างไร ข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามที่ดีมาก เป็นวิธีคิดที่ดีเยี่ยม และใช้วิธีสร้างการมีส่วนร่วมที่สุดยอดแล้วนั้น หาก "ว่าที่ ผบ.ตร." พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จะทำให้ตำรวจและประชาชนเกิดความมั่นใจว่า “ความเห็นต่างๆ จะได้รับการพิจารณาประมวลและนำไปใช้อย่างจริงจัง และทำให้เกิดผลได้ภายใน 1 ปี นับต่อจากนี้ได้จริง จะทำให้การเปิดตัวในการบริหารงานของผู้นำสูงสุดของตำรวจคนที่ 10 จะเป็นมิติของการเปิดตัวที่น่าประทับใจไม่น้อย”
แต่ว่า...จะทำได้จริงหรือ?
ทำไมจึงตั้งคำถามเช่นนี้
อย่าลืมว่า วัฒนธรรมเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนโครงการ เมื่อนายเปลี่ยน คือวัฒนธรรมที่เด่นชัดและฝังรากลึกอย่างมากในองค์กรตำรวจ ดังนั้น เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ว่าทำให้ตำรวจกลับกลายเป็นที่รักใคร่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งจากเดิมนั้น ตำรวจมีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำมาก ประชาชนไม่เข้าใจกลไก วิธีการทำงาน ระบบการทำงานของตำรวจที่แท้จริง ความเข้าใจผิดที่มีต่อการปฏิบัติงานของตำรวจอันเนื่องมาจากการไม่เข้าใจธรรมชาติและข้อจำกัดของงานตำรวจส่งผลให้ความเชื่อถือ ศรัทธาต่ำเกินจริง ประกอบกับการที่ตำรวจบางนายมีความประพฤติปฏิบัติในทางที่มิชอบ แสดงกิริยาท่าทางต่อประชาชนไม่เหมาะสม ไม่ให้ความสำคัญในการบริการที่ต้องควบคู่กับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม หรืออาจรุนแรงไปถึงการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง รวมไปถึงการกระทำการหรือใช้ชีวิตในรูปแบบของการคบคนชั่วเป็นมิตร สิ่งต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นตราประทับ ก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ตำรวจไทยทั่วทั้งองค์กรจนทำให้ต้นทุนทางสังคมของตำรวจต่ำเกินจริง เกินกว่าที่ควรจะเป็นมาเป็นเวลาช้านาน
เมื่อต้นทุนต่ำมากจะพลิกฝ่ามือให้ประชาชนหันกลับมารักตำรวจภายในระยะเวลา 1 ปี จึงกลายเป็นประเด็นที่ชวนสงสัยว่า...ทำได้จริงหรือ?
ถ้าทำได้...สุดยอด!!!!
จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรให้ประชาชนรัก? อาจตอบได้ว่า
การทำให้ประชาชนรับรู้ว่าตำรวจผดุงความยุติธรรม หมายความว่า ในเมื่อตำรวจคือผู้ที่มีอำนาจในการบังคับ ใช้กฎหมาย ดังนั้น หากตำรวจบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทำให้ประชาชนรับรู้ว่าตำรวจบังคับใช้กฎหมายโดยยึดหลักความยุติธรรม เสมอภาคและเท่าเทียม ทั้งนี้ ท่าทีในการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความสุภาพ กระตือรือร้น (ในงานตำรวจอาจไม่สามารถใช้ดัชนีชี้วัดความรวดเร็วได้ เพราะความรอบคอบน่าจะมีความสำคัญมากกว่าความรวดเร็ว) สมกับเป็นสุภาพบุรุษผู้พิทักษ์ หากเป็นเช่นนี้ ตำรวจก็จะได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา เป็นที่พึ่งของประชาชน...หรือว่าก็แค่ทำหน้าที่ตำรวจให้ดีที่สุด?
ทำอย่างไรให้ตำรวจมีความสุขในการเป็นตำรวจที่ดี?
โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ตำรวจอยากตอบ ถึงแม้จะไม่อยากคาดหวังว่า การตอบคำถามนี้จะมีผลตอบสนองแค่ไหนอย่างไร? คำตอบอาจเป็นสิ่งที่รับรู้โดยทั่วกันในวงการตำรวจโดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม เช่น คนทำงานต้องได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วหรือตังค์ นายมีความเข้าใจและเอาใจใส่สุข ทุกข์ แก้ปัญหาอุปสรรคในการทำงานโดยไม่ยื่นแต่คำขู่ "ทำได้หรือไม่...ถ้าทำไม่ได้จะได้ให้คนอื่นมาทำแทน”!!! (หมายถึงการสั่งย้าย เปลี่ยนหน้าที่ไปในหน่วยงานที่ไม่มีใครอยากอยู่) ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ลดภาระงานที่ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ และที่สำคัญยกเลิกระบบการรายงานที่เกินจำเป็นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ตำรวจผู้ปฏิบัติได้รายงานไป (จนไม่มีเวลาไปปฏิบัติงานในส่วนที่น่าจะมีประโยชน์มากกว่า)
บริหารงานโดยคำนึงถึงต้นทุนการบริหารจัดการ หรืออาจกล่าวว่า ยกเลิก "วัฒนธรรมสั่งแห้ง" เนื่องจากวัฒนธรรมสั่งงานโดยไม่มีงบประมาณมาให้นี้ นอกเหนือจากจะสร้างความทุกข์ ความลำบากใจให้แก่ตำรวจแล้ว ยังส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธาแก่ตำรวจด้วย เพราะในเมื่อตำรวจไม่มีงบประมาณในการทำงาน ตำรวจก็จะต้องหางบประมาณเองด้วยวิธีการต่างๆ...อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา??
สุดท้าย จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ลดปริมาณโครงการต่างๆ ลงบ้าง เพราะนโยบายของนายแต่ละระดับที่ผลิตสร้างโครงการจำนวนมากนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตกอยู่ในภาวะหลอนและหวาดกลัวคำว่า "โครงการ” (Project Phobia) ถึงแม้จะรู้ว่าบางโครงการก็วูบวาบ ฉาบฉวยแต่การกลั่นกรองและคิดโครงการอย่างเป็นระบบในรูปแบบเดียวกันในรูปแบบชกน้อยต่อยหนัก น่าจะสร้างความสุขให้แก่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากกว่าการเป็นเจ้าโปรเจกท์ที่ฉาบฉวย วูบวาบ จุดพลุแล้วก็ดับไปใช่หรือไม่?
ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็ยังอยากเชียร์ให้ทำ...และนี่คือบทบาทของผู้นำตำรวจที่แท้จริง



