
ความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง
ความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่10ก.ย.2557
ระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการไม่ว่าเหล่าทัพ ข้าราชการพลเรือน หรือตำรวจ ต้องได้รับความเป็นธรรม ข้าราชการที่ทำคุณงามความดี ต้องได้การปูนบำเหน็จรางวัลส่งผลถึงขวัญกำลังใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ บรรดาข้าราชการหลายปีที่ผ่านมากลายเป็นมือไม้ของนักการเมือง ถูกนักการเมืองแทรกแซงการโยกย้าย การส่งพรรคพวกมาลงในตำแหน่งผลประโยชน์ การแต่งตั้งข้ามอาวุโส แม้ในความเป็นจริงนั้นอาวุโสก็ไม่ใช่คำตอบของการพัฒนางานไปข้างหน้า นอกจากระบบอาวุโสแล้วยังต้องมีวิสัยทัศน์ในการทำงานด้วย องค์กรถึงจะเดินไปข้างหน้าได้ ประเทศพัฒนาไปพร้อมกันทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม ความมั่งคั่งก็จะตามมา แต่ปัจจุบันแม้จะมีการยึดอำนาจจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่ากันว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น ขาดคุณธรรมในการโยกย้ายข้าราชการ แต่อำนาจในมือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ต้องใช้และเพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้รังแกข้าราชการ ไม่มีพรรค ไม่เล่นพวก คนดีต้องได้รับการตอบแทน ระบบคุณธรรมต้องเกิดขึ้น
ที่ผ่านมาคสช.มีคำสั่งให้ระงับการแต่งตั้งข้าราชการไว้ก่อน เหตุผลเพื่อรอให้มีนายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐบาลเสียก่อน เพื่อความสง่างามและเข้าสู่ระบบการวางคนรองรับโรดแม็พ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ วันนี้มีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีแล้ว การแต่งตั้งจึงเริ่มขึ้น หน่วยงานแรกๆ ของการทำบัญชีคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกจับตามาตลอดว่า ใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วยสูงสุด ระดับรองๆ ลงมาถึงระดับผู้บัญชาการในช่วงแรก จะเห็นรายชื่อที่ปรากฏตามสื่อซึ่งเรียกว่ายังไม่นิ่ง แต่ส่วนใหญ่นั้นคาดว่าจะลงตัวเกือบทั้งหมดแล้วเพราะเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมพิจารณาคัดกรองข้าราชการตำรวจหรือที่เรียกกันว่าบอร์ดกลั่นกรองก่อนจะมีการประชุมแต่งตั้งกันอีกครั้งในวันที่ 12 กันยายน ที่จะถึงนี้โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
ส่วนรายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวออกมานั้นยังคงหลีกหนีไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะเป็นไปตามระบบอาวุโสและรายชื่อนายตำรวจที่อยู่ในทีมงานของว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในระดับผู้บัญชาการยังคงมีเสียงเล็ดลอดออกมาในทำนองว่า อยู่ในกลุ่มหรือเครือข่ายของอดีตบิ๊กตำรวจและสายทหาร ที่จำกัดอยู่แค่นายตำรวจไม่กี่คน ส่วนใหญ่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือนายตำรวจที่ถูกดองมาก่อนหน้านี้ ตำรวจทำได้แค่ส่งเสียงเบาๆ เพราะต่างก็รับรู้ว่าองค์กรนี้อยู่กันด้วยการวิ่งเต้น ต้องมีนาย มีฝ่ายการเมือง เงื่อนไขล่าสุดยังต้องถูกใจใกล้ชิดสายทหารด้วยถึงจะมีอนาคต นี่ยังไม่นับระดับนายพลตำแหน่งผู้บังคับการ ที่จะมีวาระตามมา การปรับโครงสร้างสตช. ที่คสช.ทำมาก็ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าองค์กรจะดีขึ้นได้อย่างไร จะหนีจากอำนาจการเมืองได้แค่ไหน เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายเสร็จสิ้นก็คงเห็นแน่นอนว่าใครก็ต้องการควบคุมองค์กรนี้ วงจรไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงแต่เตะลูกจากขั้วอำนาจหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลทหารควรแก้ปมตรงนี้ให้เห็นกันก่อนที่จะมีการแต่งตั้งข้าราชการทั้งประเทศ



