
สังคมโคม่า
สังคมโคม่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9 กันยายน 2557
โศกนาฏกรรมที่เกิดกับเหยื่อหนูน้อยวัย 4 ขวบ เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน หลังจากที่ก่อนหน้า เคยมีเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง พฤติกรรมทางคดีก็คล้ายคลึงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน หากแต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าสังคมได้ตระหนักรู้ร่วมกันว่าจะไม่ยินยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก หรือที่พูดกันจนติดปากว่าขอให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่ก็เกิดขึ้นอีกจนได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ เสียงเรียกร้องให้ลงโทษฆาตกรเลือดเย็นรายนั้นให้สาสม ก็คงไม่เพียงพอสำหรับการเยียวยาสังคมไทยที่กำลังเจ็บป่วยอย่างสาหัสสากรรจ์ ทั้งๆ ที่ คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเด็กควรจะต้องถูกจัดให้อยู่ในระดับการเฝ้าระวังหรือป้องกันในชั้นสูงสุดเท่าที่สังคมจะอำนวยให้ได้
ซึ่งถ้าหากทุกฝ่ายได้จัดลำดับความสำคัญของคดีที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้แล้ว ก็จะตอบโจทย์ได้ว่า เพราะเหตุใด เมื่อเด็กอายุเพียงแค่ 4 ขวบซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่อลวง หายตัวไป กระบวนการต่างๆ ในการออกค้นหา จึงได้ล่าช้าข้ามวันข้ามคืน อย่างเช่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะอ้างเสมอๆ ว่า จะรับแจ้งกรณีคนหายก็ต่อเมื่อคนคนนั้นได้หายหรือขาดการติดต่อไปไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเด็กเล็กหายตัวไป ไม่ว่าใครก็สันนิษฐานได้ทั้งนั้นว่า จะต้องเกิดเหตุไม่ดีขึ้นแน่ ฉะนั้นการติดตามค้นหาจะต้องดำเนินการพร้อมๆ กันในชั่วโมงแรก ด้วยมาตรการสืบสวนสอบสวน การเอกซเรย์พื้นที่ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ควรจะต้องจัดเตรียมไว้นับตั้งแต่เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นเป็นคราวแรกๆ เช่นเดียวกับการแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคให้ทันท่วงที อย่างเช่น ไม่รับแจ้งคนหายจนกว่าจะถึง 24 ชั่วโมง
ลำดับต่อมา การสร้างชุมชน อันเป็นสังคมในระดับล่างสุดของทุกๆ ครอบครัว ให้หันมาเอาใจใส่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือ พยายามลดความเห็นแก่ตัวลงให้มากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะเกิดเหตุในทำนองเดียวกันคือ เจ้าของสถานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นหรือมอบภาพกล้องวงจรปิดให้เจ้าหน้าที่อาสาที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ค้นหาอย่างทันท่วงที หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่เลวร้ายไปกว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดตามมา โจทย์ข้อนี้ค่อนข้างยาก แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เช่น การก่อตั้งศูนย์เฝ้าระวังเด็กหาย-ต่อต้านการทารุณกรรมเด็ก เปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีโครงข่ายอาสาสมัครโยงใยทุกตรอกซอกซอยผ่านเครือข่ายกิจกรรมจิตอาสาชุมชน และการรวมกลุ่มในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งน่าจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการติดต่อผ่านทางวิทยุสื่อสารอย่างแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ
ความเจ็บป่วยของสังคมไทยทุกวันนี้ กำลังอยู่ในขั้นโคม่า ที่จำเป็นจะต้องให้ยาแรง และนำเข้าห้องผ่าตัดโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วนที่สุด ซึ่งคณะแพทย์ที่ว่านี้จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากทุกองคาพยพในสังคมไทยเองตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สถานีตำรวจ สำนักงานเขต กระทรวง ขึ้นไปจนถึงระดับรัฐบาลที่จะต้องมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กให้รอดพ้นจากการคุกคามล่วงละเมิดในทุกๆ กรณี ซึ่งเชื่อได้ว่า ถ้าหากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันทุ่มเทเพื่อหามาตรการป้องกัน ย่อมไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า สังคมของเราจะเจ็บป่วยรุนแรงในระดับข้ามไปถึงขั้นเห็นกรณีอย่างนี้เป็นข่าวดราม่า 2-3 วันก็ลืมแล้ว



