คอลัมนิสต์

โทรตื๊อขายบัตรเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

โทรตื๊อขายบัตรเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

08 ก.ย. 2557

โทรตื๊อขายบัตรเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล : สายตรวจระวังภัย โดยกนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ

               การขายบัตรสินเชื่อเครดิตและประกันชนิดต่างๆ ผ่านช่องทางโทรศัพท์ ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของหลายๆ บริษัท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความสนใจว่า บริษัทเหล่านั้นนำข้อมูลส่วนตัวของตนมาได้อย่างไร เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่สามารถที่จะนำมาเผยแพร่ผ่านสาธารณะได้ นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนกลับมาจากผู้บริโภคอีกด้วยว่า พนักงานมักโทรศัพท์มาในช่วงเวลาทำงาน แม้จะบ่ายเบี่ยงแล้ว แต่ยังตื๊อถามเวลาว่าง เพื่อจะโทรมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานเป็นอย่างมาก
 

               ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะกิจการใดกิจการหนึ่งเท่านั้น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ดูแลธนาคารและบริษัทสินเชื่อ ในส่วนของ กสทช.จะดูแลผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อรักษาฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ลูกค้า แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ กฎหมายแม่บท เนื่องจากเคยมีกรณีที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจับได้ว่า มีพนักงานในบริษัทคัดลอกฐานข้อมูลส่วนตัวลูกค้าลงแผ่นซีดีเพื่อนำไปขาย แต่กลับมีความผิดแค่ฐานขโมยแผ่นซีดี เพราะกฎหมายไทยยังไม่มีการคุ้มครองฐานข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต่างกับหลายๆ ประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ที่มีการประกาศให้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะมีการดูแลใน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะดูแลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และส่วนที่ 2 จะดูแลเรื่องการโทรมาขายของหรือส่งเอสเอ็มเอส ซึ่งใครฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ

               นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีต ผอ.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า ในทางผู้บริโภคสิ่งที่จะรบกวนมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ รบกวนข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องช่วยกันปกปิดดูแลรักษา อย่างที่ 2 คือ รบกวนความเป็นส่วนตัว เพราะข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อถูกนำไปใช้ประโยชน์ก็จะมีคนโทรมาหาหรือโทรมาขายสินค้า ซึ่งบางครั้งเราไม่ได้มีความต้องการ ก่อนหน้านี้เคยมีตัวอย่างในกรณีที่มีโทรศัพท์เข้ามาขายสินค้าขณะที่ผู้บริโภคอยู่ในต่างประเทศ และจำเป็นต้องเปิดโรมมิ่งไว้เพื่อติดต่อเรื่องงาน เมื่อบริษัทสินเชื่อหรือประกันโทรเข้ามาก็ต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์มากถึงนาทีละ 60 บาท กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนเป็นอย่างมาก แต่หากเป็นธนาคารที่เคยทำธุรกรรมอยู่ด้วย โทรศัพท์มาขายสินค้าเพิ่มเติมนั้น ถือว่าสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย

               "อย่างแรกเฉพาะกรณีที่มีกฎหมายควบคุม ไม่ว่าจะเป็นกิจการธนาคารหรือกิจการโทรคมนาคมต้องเข้มงวด โดยในเวลาที่ลูกค้าให้ข้อมูลบุคคลเพื่อเปิดบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะธนาคารหรือบัตรเครดิต คุณจะไปให้ใครเช่า ให้ใครขายไม่ได้ แต่ในอุตสาหกรรมทั่วไปจะพบว่า มีการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้มาก มีวิธีการหาข้อมูลที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ไปเช่าหรือไปซื้อไปขโมย หรือวิธีที่ถูกกฎหมายก็คือ ทำฐานข้อมูลขึ้นมาเอง ดังนั้นการทำข้อมูลมีทั้งถูกและผิด แต่การกระจายต่อไปเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค" อดีต ผอ.สบท. กล่าว

               ส่วนการแก้ไขปัญหาเมื่อคิดว่าตนเองกำลังถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ ร้องเรียนไปยังบริษัทต้นตอที่ตนเองเคยให้ข้อมูลไว้ และเมื่อไหร่ที่มีผู้โทรศัพท์มาขายสินค้าก็ควรจะสอบถามถึงที่มาของข้อมูล หากปลายสายไม่สามารถตอบได้หรือไม่ยอมบอกที่มาของข้อมูลก็ไม่ควรจะเสี่ยงทำธุรกรรมด้วย

.............................

(หมายเหตุ : โทรตื๊อขายบัตรเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล : สายตรวจระวังภัย โดยกนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ)