
บทเรียนมหาอุทกภัย
บทเรียนมหาอุทกภัย : บทบรรณาธิการวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557
ภาพน้ำท่วมในลุ่มน้ำยม ที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก ที่กำลังจะหลากท้นลงท่วมพื้นที่ภาคกลางในเร็วๆ นี้นั้น ทำให้เกิดคำถามกันทั่วบ้านทั่วเมืองขณะนี้ ว่า จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ซ้ำรอยมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 อีกหรือไม่ อีกทั้งความวิตกกังวลที่เกิดตามมาก็คือ รัฐบาลมีมาตรการเตรียมการรับมือเอาไว้อย่างไร ในกรณีที่อีก 2 เดือนนับจากนี้ อาจจะมีมรสุมจากทิศตะวันออกเข้ามาสมทบฝนจากตะวันตกเฉียงใต้ทำให้เกิดฝนตกหนัก จนเกินความสามารถรับน้ำของอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมทั้งแก้มลิง และคูคลองหนองบึงที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดลอกคูคลองที่เป็นแผนงานมาตั้งแต่ปี 2554 รวมทั้งความพร้อมของอ่างเก็บน้ำเขื่อนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงกับคราวมหาอุทกภัย ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก
ไม่เพียงเฉพาะมหาอุทกภัย 2554 เกิดจากมรสุมหลายลูกที่พัดเข้าประเทศไทยติดๆกันเท่านั้น หากแต่การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย เพราะการพร่องน้ำในเวลาวิกฤติกลับเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง ปริมาณน้ำเหนือในปีนั้นมีมากถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่สามารถระบายลงทะเลผ่านท่าจีน เจ้าพระยาได้ทัน เพราะประตูระบายน้ำพลเทพ ที่ปากแม่น้ำสุพรรณ และประตูระบายน้ำบรมธาตุ ที่ปากแม่น้ำน้อย ไม่ได้เปิดรับน้ำเพื่อผันน้ำเข้าสู่ทุ่งตะวันตก ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีพังทลายลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าลพบุรีมากเกินไป ขณะเดียวกันมวลน้ำทั้งหมดก็ไหลกลับมายัง อ.พระนครศรีอยุธยา ที่รับปริมาณน้ำมากเกินไป ทั้งจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี จนย้อนข้ามประตูระบายน้ำคลองข้าวเม่า เข้าสู่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครทางทิศเหนือ ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี ไม่อยู่ในสภาพพร้อมรับน้ำเหนือแต่อย่างใด นั่นคือบทเรียนที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นมีฝีมือมนุษย์เข้าไปร่วมด้วย
กล่าวสำหรับเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ อันได้แก่เขื่อนนั้น ระดับน้ำล่าสุดพบว่า ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมีน้ำอยู่ 35% อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ปริมาณน้ำอยู่ที่ ระดับ 49% ส่วนเขื่อนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือระดับน้ำเกือบเต็มหมดแล้ว ทั้งเขื่อนน้ำอูน และเขื่อนสิรินธร มีน้ำที่ 83% กับ 90% ตามลำดับ ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์ก็ไม่น่าห่วง ด้วยระดับน้ำในอ่าง 72% และเขื่อนวชิราลงกรณอยู่ที่ระดับ 53% โดยภาพรวมของปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศรวมกัน 70,326 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่ในอ่าง 38,545 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% ใช้งานได้ 21% กล่าวคือ อ่างเก็บน้ำเกือบทั้งหมดยังมีศักยภาพรับน้ำฝนได้อีกพอสมควร
อย่างไรก็ตาม กับคำถามที่ว่า ปีนี้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่หรือไม่นั้น คงไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ง่ายนัก เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำในช่วงเวลาที่เหลือให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝน เพราะถ้าวิเคราะห์คลาดเคลื่อน เร่งพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำแต่ฝนไม่มากตามคาดก็จะทำให้เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำในหน้าแล้งปีหน้าได้ ในทางกลับกัน ถ้าสำรองน้ำเอาไว้มากเกิน และต้องพร่องน้ำในเวลาวิกฤติมรสุมเพื่อรับน้ำฝน ก็จะกลายเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก เหมือนเมื่อปี 2554 ดังนั้น 2 เดือนนับจากนี้จึงเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลจะแสดงให้เห็นว่า ระบบบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากเพียงพอหรือไม่



