
ความจริงคนละเรื่องเดียวกัน
หลายคนมักจะเปรียบเปรยสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสมือนกับภาพยนตร์เจมส์บอนด์ที่ช่างมีเงื่อนงำสลับซับซ้อนซ่อนความลับมากมายจนจะเดาหาจุดจบสุดท้ายได้ยาก แต่ก็มีไม่น้อยที่เข้าใจว่าประเด็นปัญหาของมันช่างง่ายดายในการจะเข้าใจ
สำคัญว่าใครคิดอย่างไรและจะเริ่มต้นในกระบวนการมองปัญหา ณ จุดใด ในวันเวลาที่ผ่านกว่าหกสิบห้าเดือน มีมากมายที่เราเองยังสงสัยและข้องใจว่ามีอะไรกันนักหนาจึงต้องให้เราต้องสับสนกับกรณีเนื้อหาของความไม่สงบและความเสียหายที่เกิดอาทิเหตุการณ์ความเครียดของเจ้าหน้าที่ จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยการใช้อาวุธปืนประจำกายยิงกราดเพื่อนๆ ในที่ทำงานเดียวกัน
บางกรณีทะเลาะและขึ้นเสียงเพราะเมาเหล้าคุมสติไม่ได้ระหว่างพักผ่อนในฐานจนต้องยิงกันตาย หรือมีเหตุการณ์เล็กๆ ที่เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดนึกว่าเขากำลังตามล่าคนร้ายกัน ความที่มีปืนอยู่ในมืออยู่แล้วจึงสวมบทบาทเป็นพระเอกยิงชาวบ้านตายก็มี ทั้งๆ ที่ความจริงมันเป็นอย่างอื่น เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมากกรณีจนกลายเป็นความเคยชินว่าสุดท้ายส่วนใหญ่เบื้องต้นจะออกข่าวว่าเป็นการกระทำของฝ่ายตรงกันข้าม เป็นการกระทำที่เข้าข่ายความมั่นคง คู่กรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่จะได้บำเหน็จความดีความชอบ ได้ดาวได้ตำแหน่งสูงใหญ่มีอำนาจมากขึ้น หรือบางทีอาศัยความผิดพลาดบางอย่างในทางเทคนิคของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง (เล็กๆ) เมื่อมีเหตุประจวบเหมาะเช่นรถบัสบรรทุกเจ้าหน้าที่ทหารที่จะลงไปผลัดเปลี่ยนเวรถูกวางระเบิดระหว่างเดินทาง คนระดับหัวหน้าได้ทีหาว่าลูกน้อง "ขายข้อมูลและนำความลับทางราชการ" ให้แก่ฝ่ายตรงกันข้ามทำให้มีการวางระเบิดหมายฆ่าเจ้าหน้าที่อย่างถูกเวลาและสถานที่จนเป็นข่าวใหญ่โต
เจ้านายหลายคนได้ทีขี่สถานการณ์สร้างความดีความชอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้แก่ตนเองและพวก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตกเป็นจำเลยทั้งทางศาลและต่อสาธารณะกลายเป็นผู้ทรยศต่อชาติบ้านเมืองหรือแม้แต่เรื่องที่ชาวบ้านถูกฆ่าบางรายถูกชี้ชัดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ (นอกแถวบางคน) แต่เมื่อความจริงปรากฏโดยกระบวนการความยุติธรรมขององค์กร (ของรัฐเอง) มักจะไม่ได้รับการกระจายข่าวเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่พยายามที่จะพูดความจริงว่าความเป็นจริงที่แท้จริงคืออะไร ขณะนี้มันยังไม่สายจนเกินไปว่า "ความจริงเรื่องความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เจ้าหน้าที่คือตัวแสดง (Actor) และเป็นตัวที่ทำให้ก่อเกิดปัญหาเพิ่มอีกนับไม่ถ้วน" มันเสียหายมากมหาศาลเหลือจะคณาที่จะโยนความผิดให้ผู้นำที่ผ่านมา (ตั้งหลายคน) เพราะสถานการณ์ดูเหมือนถูกวางเรื่อง (Plot) ให้มันยิ่งห่างไกลออกไปเพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มันยาวอย่างไม่มีกำหนด
ถ้าจะให้ประชาชนได้เข้าใจและยอมรับความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาตามที่รัฐบาลบอกว่าความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เดินมาถูกทางแล้ว รัฐต้องสามารถตอบคำถามหรือโจทย์ง่ายๆ ได้บ้างเช่นการก่อความไม่สงบลดน้อยลงในระดับไหนนอกจากจำนวนเหตุน้อยลง พื้นที่ก่อการน้อยลง (จำกัดพื้นที่ได้) การบาดเจ็บน้อยลงอาจจะต้องตอบคำถามได้ว่าเพราะความรุนแรงมีคุณภาพมากขึ้นหรือเปล่าคือ การก่อเหตุต้องทำให้เกิดความแน่ใจว่าตายจริงๆ และตายครั้งละมากขึ้นหรือเปล่า หรือว่ามันลดน้อยลงเพราะจากสังเกตว่าจำนวนการตั้งด่านบนถนนหนทางจำนวนลดน้อยลง (จริงไหม ?)
เจ้าหน้าที่ไม่เดินขวักไขว่พร้อมมีอาวุธสงครามประจำกายหรือเดินถือปืนพกสั้นเฝ้าระวังลูกพี่ไปซื้อบุหรี่ในย่านตลาดร้านรวงในที่สาธารณะจริงหรือเปล่า ? หรือการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นในหมู่บ้านเป้าหมายได้จับกุมผู้ต้องสงสัยตัวจริงมากขึ้นอย่างมีคุณภาพ มีการฟ้องร้องส่งศาลจนตัดสินว่าผิดจริงทั้งหมดหรือเจ้าหน้าที่ทหารด้านมวลชนสัมพันธ์ทำงานเข้ากับชาวบ้านได้สนิทดีขึ้น ชาวบ้านให้ข้อมูลข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่มีปริมาณและคุณภาพมากขึ้น เหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาทั้งจิตใจ ค่าใช้จ่ายประจำวัน ความอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่อย่างเท่าเทียมมากขึ้นหรือไม่ ฯลฯ คำถามเหล่านี้ถ้าถามเจ้าหน้าที่รัฐเขาทั้งหลายจะตอบว่าทุกอย่างดีหมด
แต่น่าจะไปดูผลงานวิจัยของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Deep South Watch) ของ มอ.ปัตตานีว่าคนส่วนใหญ่จะชี้ชัดว่า "ตำรวจและทหาร" คือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ประชาชน "ให้ความเชื่อถือน้อยที่สุด" นั่นหมายความว่าอะไร ช่วยบอกให้คนไทยทั้งประเทศรู้ความจริงคนละเรื่องเดียวกันนี้สักทีเถอะ จะได้ถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงของบ้านเมืองนี้อย่างเหลือคณานับ
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]



