คอลัมนิสต์

สรรหาสปช.โปร่งใสสู่ปรองดอง

สรรหาสปช.โปร่งใสสู่ปรองดอง

04 ก.ย. 2557

สรรหาสปช.โปร่งใสสู่ปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่4ก.ย.2557

               การเปิดรับเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมเข้าไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสมาชิก สปช. ได้ปิดรับสมัครไปแล้ว ด้วยจำนวนผู้สมัครถึง 6,729 คน ยังไม่นับรวมผู้ที่สมัครทางไปรษณีย์ที่ลงทะเบียนวันที่ 2 กันยายน ที่เป็นวันสุดท้ายอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เห็นว่า มีบุคคลสนใจเข้าร่วมปฏิรูปประเทศจำนวนมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายและแม้แต่ คสช.เองก็กังวลว่า การรับสมัครจะเงียบเหงา แต่ก็กลับมาคึกคักในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งพบว่าการเสนอชื่อ สปช.ทั้ง 11 ด้าน มีผู้เสนอชื่อมากที่สุดคือ ด้านการศึกษากว่า 600 คน รองลงมาคือด้านอื่นๆ และด้านสังคมจำนวนกว่า 500 คน ส่วนด้านที่ผู้เสนอชื่อน้อยที่สุดคือ ด้านสื่อสารมวลชน มีจำนวน 171 คน โดยที่ผู้รับเสนอทั้งหมดจะถูกพิจารณาสรรหาคัดให้เหลือจำนวน 250 คน เข้าไปทำหน้าที่ สปช.เพื่อเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ

               ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 27 บัญญัติให้ สปช.มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ และมาตรา 31 บัญญัติให้ สปช.มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ ตามมาตรา 27 เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ (3) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น จึงเห็นได้ว่า สปช.มีภาระสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปของประเทศ อันจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่นี้

               จากจำนวนผู้ถูกเสนอชื่อเข้าสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ทั้ง 11 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านการปกครองท้องถิ่น ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ด้านสื่อสารมวลชน ด้านสังคม และด้านอื่นๆ ซึ่งจากรายชื่อที่ปรากฏมีบรรดาคนเด่น-คนดังร่วมเข้าสรรหาครั้งนี้มากมาย แต่ก็มีการจับตาจากหลายฝ่ายว่า การสรรหาจะโปร่งใสเป็นไปตามเจตนารมณ์จริงหรือไม่ ที่ว่าให้ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันปฏิรูปเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความปรองดองและขจัดความแตกแยกขัดแย้ง สร้างความเสมอภาคมีธรรมาภิบาลไม่สองมาตรฐานในการปฏิบัติ จึงมีเสียงเรียกร้องด้วยความกังวลห่วงใย เพราะเกรงว่าจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งกีดกั้นคนอีกกลุ่มหนึ่ง

               ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศก็ควรรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน แม้จะเป็นในกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมการสรรหาครั้งนี้ด้วยก็ตาม เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจของสังคม ซึ่งจะว่าไปแล้วกระบวนการ สปช.เป็นเสมือนห้องร้องทุกข์ระดับชาติ ใครเห็นตรงไหนเรื่องใดอยุติธรรมมีปัญหาต้องแก้ไขต่างสามารถเสนอเข้ามาแล้วมาจัดแยกเป็นประเภทเป็นด้านต่างๆ ใน 11 ด้านที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยกันหาแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จนออกมาเป็นกติกาและนำไปสู่การออกระเบียบกฎหมาย ดังนั้นทุกขั้นตอนนับตั้งแต่ก้าวเริ่มต้นในการสรรหาสมาชิก ไปจนกระทั่งการรับฟัง ตลอดจนตกผลึกได้แนวทาง ถือเป็นความสำคัญที่ต้องใส่ใจและกระทำด้วยใจบริสุทธิ์มุ่งชาติเป็นหลัก หากมีขั้นตอนหนึ่งใดผิดเพี้ยนบิดเบือนหนทางสู่ความสำเร็จคงเป็นไปได้ยากยิ่ง