คอลัมนิสต์

ต้อง'มั่นคง'ในทุกๆด้าน

ต้อง'มั่นคง'ในทุกๆด้าน

02 ก.ย. 2557

ต้อง'มั่นคง'ในทุกๆด้าน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 กันยายน 2557

               คณะรัฐมนตรีจำนวน 32 คน 34 ตำแหน่ง ตามประกาศรายชื่อเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการคละเคล้ากันระหว่างพลเรือนกับทหารได้อัตราส่วนที่ทำให้ภาพการวางน้ำหนักภารกิจข้างหน้าตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เน้นย้ำในเรื่องของความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยได้กล่าวเอาไว้ว่า จำเป็นต้องมีนายทหารมาอยู่ในคณะรัฐมนตรี เมื่อใคร่ครวญดูกันแล้ว ถ้าไม่มีทหารเลยก็ไม่ได้ เพราะว่าความมั่นคงก็มีปัญหา ความสงบเรียบร้อยก็มีปัญหา ส่วนรัฐมนตรีที่มาจากเพื่อน หรือรุ่นพี่รุ่นน้องในหมู่กองทัพนั้น พล.อ.ประยุทธ์ย้ำ ถ้าไม่มีรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนที่ไว้ใจเข้ามาทำงาน ก็ไม่ได้อีก จะพยายามเกลี่ยสัดส่วนต่างๆ ให้ดี "อย่าระแวงกันจนเกินไปนัก"

               เมื่อดูจากรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่มีนายทหารและตำรวจมากถึง 12 คน พบว่า น้ำหนักของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ มี "เพื่อนพ้องน้องพี่" นายทหารที่เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในสายงานด้านความมั่นคง ดังเช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีกำลังสำคัญคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาช่วยงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ที่อาจจะไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดูแลด้านตัวบทกฎหมาย ประสานกับนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ว่าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งยังมี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมรับมือความเคลื่อนไหวคลื่นใต้น้ำที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต

               ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าของรัฐบาล "ประยุทธ์" ในด้านเศรษฐกิจ ภาคส่วนต่างๆ ได้นำเสนอและชี้แนะหนทางการเยียวยาแก้ไขมาก่อนหน้านี้แล้วพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการส่งออก ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ การเร่งระบายสต็อกข้าวอันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของนโยบายรับจำนำข้าว ศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตของไทยที่เริ่มล้าหลัง การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมไปถึงปัญหาปากท้องที่ประชาชนทุกหย่อมหญ้ากำลังประสบอยู่ ซึ่งรัฐมนตรีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนงานเป็นการผสมผสานกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ นำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายทหารคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม โดยรวมก็คือ จะมีนายทหารเข้ามาดูแลในทุกกลุ่มงานของรัฐบาล

               กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ถ้าหากจะนิยามคำว่า "ความมั่นคง" ของประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับมั่นคงของรัฐบาลแล้ว งานของทุกกระทรวงล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงแทบทั้งสิ้น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ความปรองดองสมานฉันท์ ความสงบสุข การกินดีอยู่ดีมีความเสมอภาคเป็นพื้นฐานของความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพยายามที่จะปฏิรูปตามกรอบที่ คสช.วางไว้รวมทั้งสิ้น 11 ด้าน ก็ล้วนแต่เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งก็จะตามมาด้วยความมั่นคงยั่งยืน ดังเช่นที่ คสช.เองก็นับเป็นหนึ่งในผลงานในรอบ 3 เดือน อันย่อมเป็นเครื่องยืนยันที่จะไม่หวนกลับไปสู่ความระส่ำระสายเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้ารัฐประหารได้อีก