เจาะประเด็นร้อน

ตัวอย่าง'ธรรมาภิบาล'เริ่มต้นจาก'ทีมโฆษก'

ตัวอย่าง'ธรรมาภิบาล'เริ่มต้นจาก'ทีมโฆษก'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ตัวอย่าง'ธรรมาภิบาล'เริ่มต้นจาก'ทีมโฆษก' : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

               ครบ 3 เดือน ในการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 สิงหาคม เป็น 3 เดือนที่พลิกชีวิตของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทยด้วยคะแนนโหวตท่วมท้นจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อ 21 สิงหาคม

               ทั้งนี้ทั้งนั้นในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา สังคมไทยและสังคมโลกได้จับตาทุกย่างก้าวของคสช. และได้เห็นการ "ทำตามสัญญา" ที่คสช.เรียกว่า "โรดแม็พ" ระยะที่ 1 และก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ที่วางปฏิทินเอาไว้ ทั้งการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2558 การเดินหน้าตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) การมีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสเต็ปต่อไป

               ในรอบ 3 เดือน นอกเหนือจากที่ลูกเด็กเล็กแดงรวมทั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะร้องเพลง "คืนความสุขฯ" ได้ขึ้นใจแล้ว เรายังได้เห็นบทบาทและลีลาของ "หัวหน้า คสช." ในการจัดรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ทางทีวีในช่วงเย็น หรือค่ำของทุกวันศุกร์ ที่มีลีลาลวดลายดุดัน และมีอารมณ์ขันสลับกันไปแบบไม่มีสคริปท์ รวมถึงได้เห็นบทบาทของผู้นำที่เดินทางไปมอบนโยบายในโอกาสต่างๆ และการเป็นประธานการประชุม คสช.ชุดใหญ่ทุกวันอังคาร

               สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือ ทุกเวที ทุกวงประชุมนั้น สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินจากปากของ "พล.อ.ประยุทธ์" บ่อยที่สุด คือ การย้ำกับผู้ร่วมประชุม ผู้รับฟังนโยบายเสมอในเรื่องการทำงานรับใช้ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมี "ธรรมาภิบาล" ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี "หากเกิดขึ้นจริง" ในสังคมไทยในการบริหารราชการทุกระดับ

               ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในบางจุดอาจจะยัง "สวนทาง" กับแนวคิดของ "หัวหน้า คสช." กับความต้องการทำให้เกิดธรรมาภิบาลและโปร่งใส อย่างเช่น กรณีที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2558 ของสนช. ที่เดิมทีไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังและทำข่าวในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณ แต่พี่น้องสื่อไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะงบประมาณคือ "ภาษีของประชาชน" ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ โชคดีสุดท้ายทั้งฝ่ายกรรมาธิการและสื่อก็ตกลงกันด้วยความเข้าใจกันด้วยดี สามารถเข้าทำข่าวได้ตามปกติ

               ส่วนอีกจุดคือ การแถลงผลประชุมของ คสช.ชุดใหญ่ทุกวันอังคาร โดย "ทีมโฆษก คสช." แม้กระบวนการการประชุมใช้ระบบการประชุมของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นระบบเดียวกับ "การประชุมคณะรัฐมนตรี" แต่ยังมี "จุดแตกต่าง" ของการแถลงผลประชุม คสช. กับการแถลงผลประชุม ครม. เพราะโดยปกติหลังการประชุม ครม.จะมีเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกฯ "ทำสำเนา" เอกสารที่เป็นมติที่ประชุมในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ที่ไม่มีชั้นความลับทางราชการ มาเผยแพร่แก่สื่อมวลชน เพื่อความถูกต้องของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่จะนำมติที่ประชุมอัพเดทลงเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในวันเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสิ่งที่รัฐบาลได้มีมติ

               แต่การแถลงผลประชุม คสช.ทุกครั้งที่ผ่านมา 11 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เน้นหนักในเรื่อง "เศรษฐกิจ" ที่มีมิติต่างจากข่าวประเภทอื่นๆ โดยจะมีรายละเอียดในเชิงของตัวเลข สถิติ ศัพท์เฉพาะ ยังเป็นการแถลงโดยวาจาที่ผู้แถลงอ่านสรุปจากเอกสารที่มีในแฟ้ม ไม่ได้ทำสำเนาเอกสารเผยแพร่แก่สื่อ จนการแถลงทุกครั้งนักข่าวต้องไปรุมถามทีมโฆษก เพื่อขอยืนยันตัวเลขที่ถูกต้อง ขอให้สะกดคำที่เป็นศัพท์ทางด้านเทคนิคในเรื่องนั้นอีกรอบ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน

               ในเมื่อกำลังจะมี "รัฐบาล" ที่เข้ามาบริหารประเทศแบบฟูลออปชั่นตามระบบการบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ ก็ควรมีระบบการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกจุด เพื่อความมี "ธรรมาภิบาล" ตามที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ต้องการ

               เริ่มในจุดเล็กๆ จุดนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ทำเป็นแบบอย่าง

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง