เจาะประเด็นร้อน

'อุ้มบุญ'กรณีศึกษาของไทย

'อุ้มบุญ'กรณีศึกษาของไทย
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'อุ้มบุญ'กรณีศึกษาของไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ส.ค.2557

               การพบกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อขอให้ชะลอการออกกฎหมาย "อุ้มบุญ" ไปก่อน แม้จะไม่สนับสนุนเรื่องที่ผิดกฎหมาย แต่ก็สะท้อนได้ดีว่า มีคนออสเตรเลียและชาวต่างชาติไม่น้อยที่เดินเข้าประเทศไทยเพื่อมาดำเนินการผลิตทารกด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งธุรกิจลักษณะนี้มีมานานแล้ว ชาวต่างชาติรับรู้กันทั่ว เพราะมีโฆษณาอย่างโจ่งแจ้งตามเว็บไซต์หรือเครือข่ายที่รับจ้างติดต่อธุรกิจที่เรียกกันว่า "อุ้มบุญ" ถูกระบุค่าใช้จ่ายไว้อย่างชัดเจน รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การเก็บน้ำเชื้อ การผลิตตัวอ่อน การนำตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก กระทั่งถึงช่วงตั้งครรถ์ และนาทีที่คลอดเด็ก ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่มีบุญยาก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางในย่านเอเชียตะวันออกก็คงไม่ผิดนัก เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายและความน่าเชื่อถือมาตรฐานทางการแพทย์อย่างในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 3.8 ล้านบาท ในยูเครน 1.3 ล้านบาท ประเทศไทยประมาณ 1.2 ล้านบาท และอินเดียอยู่ที่ 1 ล้านบาท

               ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นกรณีที่ต้องมีการแยกแยะหลังจากมีข่าวที่คนออสเตรเลียเข้ามาจ้างแม่ไทย "อุ้มบุญ" และเกิดปัญหาเด็กไม่สมบูรณ์ จึงไม่ยอมรับเป็นบุตรตามที่ว่าจ้างกันไว้ ขณะที่แม่อุ้มบุญไทยเองก็ออกมาให้ข่าวไปอีกด้านหนึ่ง ประจวบกับเกิดมีกรณีของหนุ่มชาวญี่ปุ่นอายุเพียง 24 ปี ทายาทมหาเศรษฐี เข้ามาว่าจ้างสาวไทยอุ้มบุญพร้อมกับใช้น้ำเชื้อของตัวเองผลิตเด็กไปแล้วกว่า 10 ราย จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า ผิดปกติหรือไม่ที่ต้องการเด็กไปมากมายขนาดนั้น จนตำรวจไทยต้องตามแกะรอยว่าขบวนการนี้เข้าข่ายค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะมีข้อพิรุธที่ต้องการให้เจ้าตัวเดินทางมาให้ปากคำอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำทารกเดินทางออกนอกประเทศผ่านประเทศกัมพูชา ซึ่งโดยปกติถ้าหนุ่มญี่ปุ่นอยากมีลูกจริงก็น่าจะนำเอาเด็กกลับไปบ้านเกิดมากกว่าการเดินทางไปประเทศที่สาม

               กรณี "อุ้มบุญ" นั้น จะว่าเป็นโอกาสดีของประเทศไทยเพราะความน่าเชื่อถือในวงการแพทย์บ้านเราก็ดี ขั้นตอนการดูแลจนกระทั่งคลอดก็ดีจัดว่ามีมาตรฐานอยู่ในระดับที่ดีพอ เพียงแต่ต้องมีขั้นตอนทางกฎหมายหรือข้อยกเว้นที่ถูกต้องชัดเจน การที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอร่าง "พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ...." ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อพิจารณาโดยมีเนื้อหาสำคัญๆ คือ หญิงที่ตั้งครรภ์แทนต้องเคยมีบุตรมาแล้ว และไม่เป็นแม่หรือลูกสาวของคู่สมรส ห้ามไม่ให้ตั้งครรถ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ห้ามจัดให้มีนายหน้า และห้ามโฆษณาว่ามีหญิงรับจ้างตั้งครรภ์แทนนั้น อาจต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบต้องอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ขณะเดียวกันควรเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการโดยถูกต้องและไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือการละเมิดสิทธิ เป็นโอกาสที่ประเทศไทยได้เป็นศูนย์กลางทางด้านนี้ได้เลย

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง