เจาะประเด็นร้อน

เตือนภัยใช้'สมาร์ทโฟน'ที่มืดเสี่ยงตาบอด

เตือนภัยใช้'สมาร์ทโฟน'ที่มืดเสี่ยงตาบอด
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

เตือนภัยใช้'สมาร์ทโฟน'ที่มืดเสี่ยงตาบอด : สายตรวจระวังภัย โดยกนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ

                มีผู้บริโภคหลายรายแจ้งข้อมูลมายังทีมข่าวสายตรวจระวังภัย เพื่อให้ตรวจสอบกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สมาร์ทโฟนในที่มืดแล้วมีอาการแสบ ระคายเคืองตา หรือมีอาการดวงตาพร่ามัว ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานเสี่ยงที่จะทำให้ดวงตาบอดได้หรือไม่

                อย่างเช่น นางชยาภา ฐานะชยานนท์ พนักงานเอกชน ที่ให้ข้อมูลว่า มีพฤติการณ์ใช้สมาร์ทโฟนในที่มืดอยู่เป็นประจำ และบ่อยครั้งที่ใช้ในระยะเวลาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เกิดมีอาการระคายเคืองดวงตา ซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำ จึงสงสัยว่าอาการเช่นนี้เกิดจากอะไร มีสาเหตุมาจากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ หรือไม่

                เช่นเดียวกับ นางวันเพ็ญ ไชยกิจ  ข้าราชการบำนาญ ซึ่งตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า หลังจากใช้สมาร์ทโฟนต่อเนื่องกันเป็นเวลานานมักมีอาการระคายเคืองในตา มีอาการแสบ และดวงตาพร่ามัว ซึ่งบ่อยครั้งต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการที่เกิดขึ้น

                ปัจจุบันการใช้สมาร์ทโฟน เพื่อใช้ติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อออลไลน์ อย่างโปรแกรมสนทนา โดยเฉพาะไลน์ ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุกเพศทุกวัย จนหลายคนมีพฤติกรรมเสพติด หลายรายมักนิยมใช้สมาร์ทโฟนก่อนนอน และมักปิดไฟระหว่างการใช้งาน โดยจะอาศัยเฉพาะแสงไฟจากหน้าจอของสมาร์ทโฟนเท่านั้น

                ทีมข่าวสายตรวจระวังภัยได้สอบถามไปยัง นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาดวงตา ได้รับการยืนยันว่า การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเครียดและอ่อนล้าของสายตา หรือที่เรียกว่า “โรคเทคโนโลยีซินโดรม” จะมีสัญญาณเตือนของโรคคือ แสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล ปวดที่กระบอกตา สายตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด เพราะต้องเพ่งสายตาไปที่หน้าจอซึ่งมีขนาดเล็ก ทำให้ม่านตาขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมปิดไฟเล่น
 
                "ระยะนี้พบว่ามีผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องสายตาเข้ามาพูดคุยด้วยค่อนข้างบ่อย โดยส่วนใหญ่บอกตรงกันว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนในการแชทสนทนาเป็นหลัก เมื่อก่อนปัญหาไม่เยอะเท่านี้  ซึ่งยอมรับว่ามีความกังวล เพราะตอนนี้มีคนไข้มาหาอยู่เรื่อยๆ และเกือบทุกวัยด้วย" นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าว

                นพ.ฐาปนวงศ์ แนะนำว่า หากดวงตาประสบภาวะเทคโนโลยีซินโดรมเป็นเวลานาน อาจลุกลามทำให้กลายเป็นต้อหิน นำไปสู่การทำลายเส้นประสาทตาจนดวงตาพร่ามัว หากอาการหนักดวงตาจะบอดในที่สุด วิธีการดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากอาการนี้คือนอนหลับอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในตา ควรเปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอและใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น โดยใช้ประมาณ 25 นาที พัก 5 นาที หรือใช้ 30 นาที พัก 10 นาที พร้อมทั้งเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ

.............

เตือนภัยใช้'สมาร์ทโฟน'ที่มืดเสี่ยงตาบอด : สายตรวจระวังภัย โดยกนกลักษณ์  ธนรักษ์กิตติโชติ

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง