คอลัมนิสต์

ระวังหลุมพรางพลังงาน

ระวังหลุมพรางพลังงาน

01 ส.ค. 2557

ระวังหลุมพรางพลังงาน : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง

               ยังคงเป็นประเด็นสุดฮอตกับเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่สามารถ “ฝ่าทางตัน” แผนปฏิรูปพลังงานที่คสช.ประกาศจะดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศ และส่ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. ลงมาลุยเป็นแรมเดือน ล่าสุดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้สั่งให้คณะทำงานนำแผนดังกล่าวกลับมาทบทวนและเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้างก่อน

               ขณะที่แผนที่ดูจะมีความคืบหน้ามากที่สุด เห็นจะเป็นท่าทีของบริษัท ปตท. ที่ล่าสุดบอร์ด ปตท.ได้ไฟเขียวแนวทางในอันที่จะลดการถือหุ้นใน 2 โรงกลั่น SPRC และบางจากปิโตรเลียมลงภายใน 2 เดือนนี้ เพื่อลดข้อครหาที่ถูกเครือข่ายเอ็นจีโอ และโดยเฉพาะเอ็นจีโอที่ขย่มบิ๊ก ปตท.เป็นรายวัน

               แต่ในส่วนของแผนหลักปฏิรูปพลังงานที่ล่าช้าออกไปมากเท่าใดนั้น ก็ยิ่งทำให้ประชาชนกลัวว่า คสช.จะตกหลุมพราง กับข้อมูลที่ถูกรุกเร้าอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะข้อมูลจากเครือข่ายทั้งหลาย จนอาจอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก" หากจะประกาศยุทธศาสตร์การปฏิรูปพลังงานที่ไปขัดแย้งกับจุดยืนของเครือข่ายเหล่านี้

               อย่างเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมที่เครือข่าย โดยเฉพาะอดีต ส.ว.บางคนที่ออกมาผลักดันให้คสช.ล้มระบบการให้สัมปทาน Concession ในปัจจุบันที่เรียกว่า “ไทยแลนด์ 3” และพยายามชูระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ Production sharing Contract หรือ PCS ในการเปิดพื้นที่สำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่และนำระบบว่าจ้างผลิตในสัมปทานที่ใกล้จะหมดอายุในปี 2565-2666 มาใช้แทน โดยยกตัวอย่างเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมาเลย์ หรืออินโดนีเซีย ที่ต่างก็ใช้ระบบนี้ ทำให้ประชาชนเขาใช้น้ำมันราคาถูกกว่าบ้านเราเป็นเท่าตัว

               แต่เมื่อมีการตีแผ่เนื้อแท้ถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันในบ้านเราทำไมจึงแพงกว่าเพื่อนบ้าน เพราะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และเงินกองทุนน้ำมันเข้าเป็นรายได้รัฐให้ยุ่บยั่บที่มากกว่าต้นทุนราคาน้ำมัน หากรัฐจะยอมเสียเม็ดเงินรายได้เป็นหมื่นล้าน แสนล้าน เพื่อเอาใจผู้คนให้ถลุงพลังงานกันเป็นว่าเล่นแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็เป็นการนำประเทศไปเสี่ยงกับไฟ

               ขณะที่ระบบสัมปทานไทยแลนด์ 3 ที่ว่านั้นเมื่อเจาะลงไปดูไส้ในแล้วทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับกันได้ และประเทศก็ไม่ได้เสียเปรียบใดๆ เพราะความเสี่ยงในการขุดเจาะน้ำมันทั้งมวลนั้นตกอยู่กับบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาลงทุน ขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิต อาจเป็น “ดาบสองคม” สุ่มเสี่ยงที่ประเทศอาจเกิดวิกฤติพลังงานเร็วขึ้น

               เจอลูกนี้เข้าก็ทำเอาต้องเบนเข็มไปลุยเรื่องของการผูกขาดตัดตอนกิจการพลังงานของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยอ้างว่าหากจะปฏิรูปพลังงานก็ต้องปฏิรูป ปตท.ก่อน เพื่อลดการผูกขาดกิจการตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำของ ปตท. จนถึงขั้นจะให้กระทรวงการคลัง และ คสช.ใช้อำนาจดึง ปตท.ออกจากตลาด กลับมาเป็นของรัฐ หรือไม่ก็ให้แยกกิจการท่อก๊าซที่ปตท.ผูกขาดอยู่ออกมา ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมายืนยันชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

               ขณะที่ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเอ็นจีโอเหล่านี้ หลายเรื่องเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานมีการดำเนินการไปแล้ว อย่างในเรื่องของการลดการผูกขาดของ ปตท.นั้น อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานบอร์ด ปตท. ก็ออกมาประกาศพันธกิจที่ชัดเจนไปแล้วในอันที่จะดำเนินการในการขายหุ้น ปตท.ที่ถืออยู่ในโรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นบางจากลง

               แต่จะให้แปรรูปไปถึงขั้นดึง ปตท.ออกจากตลาดหุ้นเพื่อกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ หรือให้รัฐไปตั้งรัฐวิสาหกิจบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% หรือไปรื้อฟื้น “น้ำมันสามทหาร” มาแข่งขันกับปตท.โดยตรงนั้น อันนั้นก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเครือข่ายเหล่านี้ ต้องการเห็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่ต้องถูก “บอนไซ” เอาไว้ไม่ให้เติบใหญ่ หรือแค่อยากตั้งบริษัทน้ำมันเครือข่ายกันแน่