
คืนความสุขกลุ่มไร้ที่ทำกิน
คืนความสุขกลุ่มไร้ที่ทำกิน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 31 ก.ค.2557
จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ออกคำสั่งฉบับที่ 64 และ 66/2557 ที่ระบุว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้ที่บุกรุกและทำลายสภาพป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง และผุดแผน "พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน" โดยบูรณาการการทำงานการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อระดมกวาดล้าง ปิดล้อม ตรวจค้นจับกุม ขยายผลแบบถอนรากถอนโคน ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพป่าที่สูญเสียไป โดยเดินหน้า 4 ด้านคือ ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกป่าและที่สาธารณะ การค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหวงห้าม รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูเพิ่มพื้นที่ป่าอีกทั้งรักษาสภาพป่าต้นน้ำลำธารของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมาประมาณ 1 เดือน จึงเห็นปฏิบัติการเข้มข้นในการปราบปรามกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมดุลทางธรรมชาติ และยังก่อให้เกิดเงื่อนไขของความขัดแข้งระหว่างกลุ่มผู้บุกรุกและเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ตลอดเวลา มาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้อย่างจริงจัง คือ เข้าควบคุม ตรวจสอบการตั้งโรงงานแปรรูป สืบสวนคดีป่าไม้ ทลายแหล่งซุกซ่อนไม้เถื่อน ควบคู่กับกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง 3 ระดับ แบ่งเป็นพื้นที่สีแดง ที่มีการกระทำความผิดรุนแรง พื้นที่สีเหลือง ที่มีการกระทำความผิดปานกลาง และพื้นที่สีเขียว ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่ แต่ยังไม่มีข้อมูลการกระทำผิด ซึ่งปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับกุมกลุ่มลักลอบตัดไม้ค้าไม้เถื่อนได้จำนวนมาก เรียกว่าบรรลุเป้าหมายในชั้นต้นของแผนดำเนินงาน
แต่ปัญหาการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้มีเพียงมิติด้านเดียวจากกลุ่มทำลายป่าเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาของกลุ่มคนไร้ที่ทำกินที่เข้าไปถือครองที่ดินป่าเสื่อมโทรมและบางกลุ่มก็บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ถือเป็นปัญหาเชิงสังคมที่ต้องมีวิธีการแก้ไขที่อาจต้องนำหลักรัฐศาสตร์มาใช้มากกว่าการเข้มงวดเรื่องกฎหมายด้านเดียว และจำเป็นต้องแยกแยะกลุ่มไร้ที่ทำกินที่เข้าไปบุกรุกป่าอีกด้วย เนื่องจากบางกลุ่มเข้าไปบุกรุกครอบครองเนื่องจากมีนายทุนหนุนหลัง โดยใช้กลุ่มคนไร้ที่ทำกินเป็นนอมินี ก็เป็นปัญหาอีกประการที่ภาครัฐต้องมีวิธีการจัดการให้ได้ ต้องตรวจสอบและติดตามดูอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือหาวิธีการจัดสรรให้เหมาะสม เพื่อให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นธรรมด้วย อย่ามองเหมารวมว่าเป็นผู้ร้ายไปทั้งหมด
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้หยิบยกปัญหาคำสั่ง คสช.ดังกล่าวมาพิจารณา หลังจากที่กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ชาวบ้านในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง เป็นต้น ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทบสิทธิประโยชน์ที่ดินทำกินและสิทธิชุมชน เพราะพบว่าบางพื้นที่เช่นเทือกเขาบรรทัด ทางภาครัฐได้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกินในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องที่ดินยังคาอยู่ในชั้นอัยการสูงสุด แต่กลับมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปติดประกาศสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ทำให้เดือดร้อนอย่างมาก และลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทุกภูมิภาค ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มนายทุนยังฉวยโอกาสข่มขู่ไล่ออกจากพื้นที่อีกหากไม่ทำตามจะให้ทหารจัดการ ดังนั้น คสช.ต้องรีบเคลียร์ให้ดีให้ความเป็นธรรมและอย่าปล่อยให้เป็นช่องโหว่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์



