
กระแสเกาหลี 1
กระแสวัฒนธรรมของเกาหลี (Korean Wave) ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ สร้างทั้งความตื่นเต้นและตกใจแก่คนไทยโดยทั่วไป คนที่ตื่นเต้นคือวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวที่แสวงหาความแปลกใหม่ ส่วนคนที่ตกใจคือคนแก่ที่ติดยึดอยู่กับรูปแบบและสิ่งปฏิบัติเก่าๆ
ซึ่งหากขาดการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของกระแสเกาหลีอย่างถูกต้อง ก็มีแนวโน้มว่าทั้งฝ่ายที่ตื่นเต้นและฝ่ายที่ตกใจก็คงจะออกอาการรุนแรงขึ้น จนกลายเป็น “ช่องว่าง(ระหว่างวัย)เกาหลี” ซึ่งน่ากลัวไม่น้อยไปกว่า “ช่องแคบเกาหลี” เลยล่ะครับ
ก่อนอื่น เราคงจะต้องทำความเข้าใจกันสักหน่อยก่อนว่ากระแสของวัฒนธรรมเกาหลีนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือโดยบังเอิญ หากแต่เป็นสิ่งที่ได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ มาแล้วเป็นอย่างดียิ่ง ผมกล้ากล่าวได้เลยว่า ความเป็นมาเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น และเหนืออื่นใดคือการมองการณ์ไกล เป็นการส่งผ่านวัฒนธรรมที่มีการเตรียมการ มีการวางแผนอย่างแยบยล และบริหารจัดการวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ คุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ที่สนใจประวัติศาสตร์เกาหลีหรือเป็นคอหนังเกาหลีคงทราบดีว่า
เกาหลีนั้นเคยตกเป็นลูกไล่ที่ถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดินแดนเกาหลีตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม สหรัฐได้เข้าดูแลเกาหลีตอนใต้ ขณะที่รัสเซียและจีนเข้ายึดครองทางตอนเหนือ ต่อมาเกาหลีเหนือได้เคลื่อนกำลังลงมาตีกรุงโซล เป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีมหาอำนาจสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง กลายเป็นสงครามตัวแทนครั้งหนึ่งในยุคของสงครามเย็น สงครามเกาหลีกินเวลา 3 ปี จาก พ.ศ.2493-2496 จึงยุติลงด้วยความตกลงแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ประเทศ คือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เส้นขนานที่ 38
เกาหลีใต้ได้เริ่มให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมของตนตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี ทั้งนี้ เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติและป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อวัฒนธรรมของต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐ ที่เข้ามาคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่เกาหลีใต้อยู่ในขณะนั้น เกาหลีใต้ส่งเสริมวัฒนธรรมของตนให้แก่ผู้คนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนผู้จะเป็นกำลังสำคัญต่อไปในอนาคต ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรม ทั้งความรู้ด้านประวัติศาสตร์ จารีตประเพณี วิถีชีวิต การแต่งกาย อาหาร รวมทั้งกีฬาประจำชาติ และที่สำคัญคือการถ่ายทอดความรู้เรื่องวัฒนธรรมผ่านทางพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายและหลากหลายทั่วประเทศ
นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญต่อการสร้างภาพยนตร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ นโยบายของรัฐบาลและปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่อต้านเกาหลีเหนือ เนื้อหาของภาพยนตร์ในยุคนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของสงครามเกาหลี ความรักชาติ ความกล้าหาญ และการเสียสละ ควบคู่ไปกับการแสดงถึงความเลวร้ายของเกาหลีเหนือ
ภาพยนตร์เกาหลีใต้ในยุคต่อมามีลักษณะเป็นเรื่องชีวิตรักมุ่งเพื่อความบันเทิงของคนเกาหลีโดยตรง แต่ในช่วงทศวรรษ 2513 เป็นช่วงที่ภาพยนตร์เกาหลีตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากต้องต่อสู้กับรายการโทรทัศน์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง และกฎระเบียบที่เข้มงวดของทางการในการขออนุมัติสร้างภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามนับแต่ปี 2531 เป็นต้นมา รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการขออนุญาตสร้างภาพยนตร์ลง ทั้งวางมาตรการให้ความช่วยเหลือในการสร้างภาพยนตร์ในประเทศเพื่อให้สามารถต่อสู้กับภาพยนตร์ต่างประเทศได้ เช่นการกำหนดจำนวนวันและจำนวนโรงภาพยนตร์ที่จะฉายภาพยนตร์เกาหลีใต้ รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านการเงิน เป็นต้น ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีความเข้มแข็งขึ้น
วัฒนธรรม และสินค้าทางวัฒนธรรมของเกาหลีใต้มาถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งทำให้เกาหลีใต้ต้องเข้าสู่ระบบไอเอ็มเอฟ และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง แต่ก็ทำให้เกาหลีใต้ตระหนักถึงความเป็นโลกาภิวัตน์ และสลัดความเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย” ที่จำศีลอยู่แต่ในถ้ำทิ้ง แล้วโดดออกมาสั่นสะเทือนโลกด้วยกระแสเกาหลี
ครับ โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึก



