คอลัมนิสต์

ปฏิรูปทำแล้วต้องไม่เสียของ

ปฏิรูปทำแล้วต้องไม่เสียของ

28 ก.ค. 2557

ปฏิรูปทำแล้วต้องไม่เสียของ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

                 ปัจจุบันในยุค คสช. มีแนวทางในการปฏิรูปชัดเจน ได้บัญญัติภารกิจงานปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปีพ.ศ.2557 ดังที่ “วิษณุ เครืองาม" มือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เปิดเผยในการแถลงข่าวชี้แจงรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะใช้งานรัฐธรรมนูญชั่วคราวประมาณ 1 ปี และไม่ต้องการให้สิ่งที่ถูกเขียนไว้ “เป็นสิ่งที่เสียของ หรือสูญเปล่า”

                 โดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุให้มี “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” หรือ “สปช.” มีสมาชิก สปช.เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ในจํานวนไม่เกิน 250 คน มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ 11 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านการปกครองท้องถิ่น ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ด้านสื่อสารมวลชน ด้านสังคม และด้านอื่นๆ

                 ภารกิจของ สปช.จะต้องศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป 11 ด้าน เพื่อเสนอต่อคสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี(ครม.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมจริง รวมถึงเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำไปสู่การบัญญัติเนื้อหาในในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป

                 แต่โจทย์ใหญ่ที่ผู้มีอำนาจอย่างคสช. ที่ฝากภารกิจนี้อย่างมีความหวังให้ สปช.เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงาน ต้องคิดให้มากกว่าการคิดกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อหาสาระที่ได้จากการปฏิรูปในรอบนี้ ซึ่งเป็นเฟสที่ 2 ของการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. คือ การทำอย่างไรให้เนื้อหาสาระที่ได้ทุ่มงบประมาณ เสียเวลา และระดมบุคลากร สามารถ “ยืนระยะ” อยู่ได้ต่อไปได้อีกเมื่อมีผู้มีอำนาจคนใหม่เข้ามาบริหารประเทศต่อจากช่วง คสช.

                 ย้อนไปช่วงหลังเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเมื่อพฤษภาคม 2553 ช่วงที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ตั้ง “อานันท์ ปันยารชุน” ให้เป็นประธาน “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" (คปร.) และ “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ" (คอป.) ที่มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน ที่มีผลสรุปและแนวทางเสนอมายังรัฐบาล

                 ทว่าเมื่อเปลี่ยนขั้วทางการเมืองข้อเสนอในการปฏิรูปและข้อเสนอจาก คอป.ก็ถูกวางบนหิ้ง เป็นเพียงตัวหนังสือที่สวยงาม และรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก็สานต่อด้วยการตั้ง "คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ" (ปคอป.) ขึ้นมา เพื่อนำข้อเสนอของ คอป.มาพิจารณาอีกรอบ และทำให้เป็นรูปธรรมในเรื่องของการเยียวยาและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2553 ที่ชดเชยสูงสุด 7.75 ล้านบาทต่อราย ในกรณีที่เสียชีวิต

                 จากนั้นเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีก 108 เวที พร้อมกับตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นใหม่ โดยดึง "บรรหาร ศิลปอาชา" นั่งเป็นประธาน ดึงภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม โดยไม่มีฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ กปปส. ร่วมเวทีปฏิรูปด้วย แต่ก็นำข้อเสนอของ คปร. และคอป. มาใช้ประกอบการปฏิรูป

                 และสุดท้ายคณะปฏิรูปชุดนี้ก็นัดประชุมใหญ่ได้เพียง 2 ครั้ง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่การแบ่งงานเป็นคณะทำงงานด้านต่างๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมาชัดเจน และรัฐบาลก็ยุบสภาและถูกยึดอำนาจในเวลาต่อมา

                 ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การปฏิรูปมีความพยายามในการทำก็จริง แต่สุดท้ายเมื่อถึงจุดที่เปลี่ยนขั้วอำนาจ เอกสารข้อเสนอต่างๆ ก็ถูกปัดฝุ่นเลือกที่จะหยิบมาใช้ หรือไม่ก็รื้อทำใหม่แบบนี้จนเป็นวัฏจักรไม่จบไม่สิ้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสปช.ในอนาคตอันใกล้ ว่า ทำยังไงให้สิ่งที่ทำไว้ไม่ "เสียของ" เหมือนที่ผ่านมา

.............................................

(หมายเหตุ : ปฏิรูปทำแล้วต้องไม่เสียของ :  ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง)