
บูรณาการปฏิรูป
บูรณาการปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) กำหนดให้จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250 คน เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะแนวทางปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้น 11 ด้าน เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกปัญหาเท่าที่ปรากฏเลยก็ว่าได้ หนึ่งในนั้นก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่ต้องถือได้ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะหมายถึงการกำหนดทิศทางของประเทศ จัดวางสถานภาพของชาติบนแผนที่โลก รวมทั้งอนาคตของประชากรไทยทุกคน ดังนั้นโจทย์อันว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจจึงจะต้องตอบคำถามให้ได้ถึงศักยภาพของประเทศ แผนที่อันจะนำไปสู่การเป้าหมายสูงสุด ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมอันเป็นบ่อเกิดแห่งความขัดแย้ง รวมทั้งศักยภาพในการแข่งขันกับนานาชาติ ฯลฯ
นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกๆ เมื่อกึ่งศตวรรษมาแล้ว จากที่เคยได้ยิน "เกษตรกรแข็งขัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม" สู่ยุคประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (นิคส์) เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน และกระทั้งการประกาศตนเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ หรือดีทรอยต์แห่งตะวันออก ทั้งหมดนี้สะท้อนผ่านสินค้าส่งออกจำพวกอุตสาหกรรมที่เข้ามาแทนที่สินค้าเกษตรปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยที่พืชพรรณธัญญาหารมีมูลค่าการส่งออกลดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ซึ่งมองจากภายนอกก็อาจจะเห็นภาพการเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ผูกติดอยู่กับการส่งออกอย่างเหนียวแน่น เช่นเดียวกับสินค้าจำพวก "บริการ" ที่เข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนตัวหนึ่งในยามที่การส่งออกซบเซาชะลอตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ภายในนั้นจะกลวงโบ๋หรือเปล่า เป็นเรื่องที่ต้องพินิจพิเคราะห์
กล่าวสำหรับศักยภาพในการแข่งขันกับนานาชาติ ต้องยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกมานานนับทศวรรษ หากแต่ยังต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากประเทศเจ้าของผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น เครื่องยนต์ ไมโครชิพ ระบบปฏิบัติการต่างๆ กระทั่งปัจจุบันประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาการแข่งขัน เพราะศักยภาพการผลิตเริ่มล้าหลัง ไม่สามารถพัฒนาสินค้า หรือนวัตกรรมให้ทัดเทียมนานาประเทศอุตสาหกกรรมอื่นๆ ได้แล้ว นั่นหมายถึงว่า ประเทศไทยยังจะต้องตกอยู่ในสถานะของ "ลูกจ้าง" รับผลิตสินค้าไปอีกนานแสนนาน ตราบเท่าที่ยังไม่สามารถปฏิรูปองค์รวมของการศึกษาวิจัยเพื่อประดิษฐ์คินค้นขึ้นมาเป็นของตนเองได้สำเร็จ
พร้อมๆ กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาของคนในชาติ ที่ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 11 ประเด็นการบ้านของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ควรจะได้รับการบูรณาการแผนงานปฏิรูปไปด้วยกัน เพราะการศึกษาก็คือต้นธารของงานวิจัยอันจะนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสินค้านวัตกรรมขึ้นมาเองได้ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละทิ้งปรัชญาปฏิรูปการศึกษา อันว่าด้วย "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ซึ่งจะเป็นฐานรากให้ประชาชนในทุกระดับสามารถพึ่งพิงตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใดก็ตาม การปฏิรูปเศรษฐกิจและการศึกษาก็น่าจะสนองตอบต่อทิศทางของประเทศ และนำความผาสุกมาสู่สังคมอย่างแท้จริง



