
ออกก.ม.ห้ามคนโกงออกนอกกับสิทธิมนุษยชน
ออกกฎหมายห้ามคนโกงออกนอกประเทศกับสิทธิมนุษยชน : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร
สัปดาห์ก่อน “วิชา มหาคุณ" กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอไอเดียต่อสาธารณะระหว่างร่วมเวทีเสวนา เรื่อง ปฏิรูปสังคมไทย พ้นภัยคอร์รัปชั่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า อยากให้มีกฎหมายห้ามคนถูกกล่าวหา หรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ-ดำเนินคดีข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันการหลบหนีความผิด
ไอเดียนั้นได้รับการตอบรับจาก “มานะ นิมิตรมงคล" ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย ที่ร่วมเวทีเดียวกัน เพราะเขาเชื่อและมั่นใจว่าจะตัดตอนเส้นทางหนีคดีของคนโกงได้
ทั้งนี้เข้าใจว่า แนวคิดของ “กรรมการ ป.ป.ช.” ที่ออกมาเพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเหล่านักการเมืองจอมโกง ที่ทุจริตเงินหลวงแล้วชิ่งหนีความผิด ซึ่งมีหลายรายที่ใช้วิธีนี้ และผู้ต้องหารายล่าสุดในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จึงถูกสังคมคนดีตั้งคำถามว่า เธอจะหนีไปอย่างพี่ชาย "ทักษิณ ชินวัตร" หรือไม่
ปมนี้ “นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ" กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กัน เพราะที่ผ่านมานักการเมืองต้องคดีทุจริตหลายรายฉวยโอกาสหลบหนีออกเมืองมากกว่าการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมอย่างไร้คนรับผิดชอบ
แต่ปมแฝงที่สะท้อนมาจากแนวคิดของกรรมการ ป.ป.ช.นั้น มีคำถามย้อนกลับว่า ส่อมีปัญหาต่อการทำงานตามบทบาทหรือไม่?
ประเด็นนี้ นักสิทธิมนุษยชนอีกคนอย่าง "สมชาย หอมลออ" มองว่า ข้อเสนอจากผู้ที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามความทุจริตนั้น เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และในทัศนะส่วนรู้สึกหวั่นใจ หากข้อเสนอของ “วิชา” ได้รับความยอมรับในทางปฏิบัติ เพราะคาดว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี นัยสำคัญอาจจะขัดต่อบทบัญญัติแห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคี เมื่อปี 2540 ที่มีสาระสำคัญในข้อ 12 ระบุความย่อๆ ได้ว่า บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและเลือกถิ่นที่อยู่ รวมถึงออกจากประเทศใด รวมถึงประเทศของตนโดยเสรี โดยสิทธินี้ไม่อาจจำกัดตัดทอนได้ ยกเว้นเป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบ การสาธารณสุข หรือศีลธรรม นอกจากนั้นบุคคลจะถูกลิดรอนสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศของตนโดยพลการไม่ได้
“แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ถือเป็นพันธกรณีที่ประเทศภาคีต้องปฏิบัติ ดังนั้นกรณีห้ามผู้ที่ถูกกล่าวหาออกนอกประเทศต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะอาจขัดกับข้อสันนิษฐานว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาย่อมถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกติการะหว่างประเทศฯ ได้กำหนดไว้ในข้อ14 ด้วย”
อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การตัดสินให้บุคคลใดห้ามออกนอกประเทศ ควรเป็นสิทธิ์ขาดของหน่วยงานใด “นักสิทธิมนุษยชน” ระบุว่า ควรอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ไม่ใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน หรือ ป.ป.ช. เพราะศาลถือเป็นองค์การยุติธรรมที่เป็นอิสระ สามารถมีดุลพินิจอย่างอิสระ และองค์กรตุลาการยังมีความเป็นสากลได้รับความเชื่อถือ ครั้นไปเพิ่มอำนาจให้พนักงาน อาจถูกตั้งคำถามได้ว่า ออกคำสั่งห้ามออกนอกประเทศนั้นเป็นไปเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือเจ้าพนักงานทำงานหน้าที่อย่างเที่ยงตรงหรือไม่
“หากกังวลต่อคนทุจริตหนีคดีจริงๆ ควรเร่งทำข้อตกลงในสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและสร้างความเข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพและทำระบบตรวจสอบให้มีความรวดเร็วจะดีกว่าเสนอความเห็นใดๆ ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของการทำงานด้านปราบทุจริตอย่างเดียว เพราะอาจกระทบต่อหลักประกันแห่งเสรีภาพที่สากลให้ความสำคัญ” สมชาย หอมลออ กล่าวทิ้งท้าย
...........................................
(หมายเหตุ : ออกกฎหมายห้ามคนโกง ออกนอกประเทศกับสิทธิมนุษยชน : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร)



