คอลัมนิสต์

'เนื้อหอย'กับ'เปลือกหอย'

'เนื้อหอย'กับ'เปลือกหอย'

17 ก.ค. 2557

'เนื้อหอย'กับ'เปลือกหอย' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                 อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เมืองไทยจะมีธรรมนูญการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เหมือนทุกครั้งหลังการทำรัฐประหาร โดยคณะทหาร ที่เปลี่ยนชื่อไปตามสถานการณ์

                ปีนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ถือรัฏฐาธิปัตย์ ได้กำหนดให้มีการร่างธรรมนูญการปกรอง ตามมาด้วยตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่อง "อำนาจ" ของ คสช.กับรัฐบาล

                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. อธิบายไว้แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า เรื่องอำนาจ คสช.กับรัฐบาล จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน ด้านการบริหารให้รัฐบาลเป็นผู้บริหารราชการ ด้านความมั่นคงให้ คสช.ดูแลรับผิดชอบ

                ความสัมพันธ์ของ คสช.กับรัฐบาล จึงเปรียบได้กับ "เนื้อหอย" กับ "เปลือกหอย" เหมือนในอดีต

                เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 คณะทหารในนาม "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจจากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 ยุบรัฐสภา ยกเลิกพรรคการเมือง และประกาศใช้กฎอัยการศึก

                ต่อมา พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน แต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งคณะรัฐมนตรีรวม 18 คน

                สมัยนั้น "ธานินทร์" ให้ความเห็นเปรียบเทียบไว้ว่า รัฐบาลเปรียบเสมือนเนื้อหอย มีเปลือกหอย ซึ่งได้แก่ทหารเป็นผู้ให้ความคุ้มครอง สื่อมวลชนจึงขนานนามให้ว่า "รัฐบาลหอย"

                26 มีนาคม 2520 มีความพยายามล้มล้างรัฐบาลธานินทร์ โดยคณะทหารกลุ่มหนึ่ง แต่ผลสุดท้ายการยึดอำนาจครั้งนั้นล้มเหลว

                แต่สุดท้ายรัฐบาลธานินทร์ก็ไปไม่รอด เมื่อเปลือกหอยคือ คณะทหารที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ กระทำการยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ 20 ตุลาคม 2520 และตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี

                ปิดตำนานหอยภาคแรก กระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2534 ก็เป็นการเปิดตำนานหอยภาคสอง

                คณะทหารในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีการประกาศธรรมนูญการปกครอง โดยกำหนดให้มี "สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" (สภา รสช.)

                ธรรมนูญการปกครอง 2534 มีมาตรา 27 ที่ให้อำนาจอย่างไม่จำกัดแก่ "นายกรัฐมนตรี" และ "ประธานสภา รสช." โดย อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธานสภา รสช. พร้อมกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด

                แม้จะมีความขัดแย้งระหว่าง สภา รสช.กับรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ด้วยบารมีของอานันท์ ปันยารชุน นายกฯ ในเวลานั้น ทำให้คณะทหารเกรงใจ และให้อิสระแก่รัฐบาลอานันท์อย่างเต็มที่

                หลายสิบปีต่อมา แกนนำขุนศึก รสช.คนหนึ่งยังบ่นเสียดายที่ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง เพราะรู้สึกว่าการรัฐประหารครั้งนั้น อดีตนายกฯ อานันท์ โกยแต้มไปคนเดียว

                ส่วนกรณีรัฐประหาร 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หลังมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการแปรสภาพ คปค. เป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" (คมช.)

                พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน คมช. มีอำนาจหน้าที่มากมาย รวมทั้งยังสามารถประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้ด้วย แต่เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ประธาน คมช.ให้ความเกรงใจ และปล่อยให้การบริหารประเทศเป็นเรื่องของ "รัฐมนตรีอาวุโส" หรือ "ขิงแก่" จึงมีคำพูดทำนองว่า รัฐประหารปี 2549 "ขิงแก่" ทำเสียของ

                จากบทเรียนในอดีต จึงมีความเป็นไปได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นทั้งเนื้อหอยและเปลือกหอย เพื่อตัดปัญหา "หอยลืมเปลือก" หรือ "เปลือกทิ้งหอย"?