
กฎหมายสูงสุดของประเทศ
กฎหมายสูงสุดของประเทศ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
งวดเข้ามาทุกขณะแล้วสำหรับการประกาศใช้ "รัฐธรรมนูญชั่วคราว" ซึ่งหมายความว่าจะเข้าสู่ระยะที่สองของการทำงานของ คสช. ตามที่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้า คสช.เคยชี้แจงเอาไว้ และหากเป็นไปตามที่ "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. ระบุเอาไว้ว่า ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวเสร็จแล้ว ก็เหลือแต่เพียงวัน ว. เวลา น. เท่านั้น
แต่ที่ต้องตั้งคำถามคือ อะไรจะตามมาหลังจากนั้น โดยเฉพาะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริง ซึ่งบางคนคาดหวังจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ "ถาวร"
สายตาย่อมจับจ้องไปที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ผ่าน "สภาปฏิรูป" และ "กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ที่ตอนนี้เริ่มจะมีความชัดเจนถึงที่มา โดยจากคำพูดของ "ประยุทธ์" เราสามารถแบ่งที่มาของ "สภาปฏิรูป" ได้เป็นสองประเภท คือ 1.ตัวแทนจังหวัด 2.ตัวแทนกลุ่มปฏิรูปที่สมัครเอง รวมสองกลุ่ม 626 คน และท้ายที่สุด คสช.จะเป็นผู้คัดเหลือ 250 คน
ส่วน "กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ" คาดการณ์กันว่า จะมี 35 คน ประกอบด้วย 1.สมาชิกสภาปฏิรูป 20 คน 2.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 5 คน 3.คณะรัฐมนตรี 5 คน และ 4.ตัวแทน คสช. 5 คน
ถ้าเราเห็นหน้าตาคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป และกรรมการยกร่างฯ เราก็พอจะเดาได้ออกว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นแบบไหน เพราะวิธีคิดของคนร่างย่อมสะท้อนออกมาในกฎหมายที่เขียน
อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญกว่านั้น รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ?
เจตนาที่ คสช.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น อาจจะเป็นเจตนานี้ และหวังสร้างบรรยากาศให้เกิดการปรองดอง ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาร่วมกันร่างกฎหมายสูงสุดที่จะใช้ร่วมกัน ซึ่งมองว่าด้วยภาวะสังคมที่ผ่านมาเป็นการยากที่จะให้แต่ละฝ่ายหันหน้ามาร่วมกันทำงาน นี่คือการมองโลกแง่ดีของ คสช.
แต่เอาเข้าจริงแล้วโลกอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้ที่คนไม่ต่อต้านไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยไปทั้งหมด หลายคนเลือกที่จะมองข้ามและปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกระบวนการ เนื่องจากมองว่าไม่ชอบธรรม เช่นนักวิชาการหลายคนซึ่งไม่ได้อยู่ในฝักฝ่ายใดทางการเมืองต่างก็แสดงท่าทีที่จะไม่ตอบรับเข้าร่วม
แม้แต่ตัวนักการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะไม่เข้าร่วมด้วยซ้ำไป เนื่องจากมองว่าพรรคมีจุดยืน และหากเข้ามาร่วมแล้วต้องลงเลือกตั้งก็จะกลายเป็นข้อครหา
เมื่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่า สภาพการยอมรับเช่นเดียวกับเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงอาจจะไม่เกิดขึ้น ชนิดที่เป็นฉันทานุมติของคนในสังคม แต่อาจจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือในสภาพเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2534
ประกอบกับน่าเชื่อว่า จะไม่มีการทำประชามติ ซึ่งแม้อาจจะเป็นเพียงกระบวนการ และสร้างความไม่ยอมรับให้แก่คนบางส่วน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความชอบธรรม เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้รัฐธรรมนูญที่ออกมามีความยึดโยงกับประชาชนหากผ่านประชามติ
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า รัฐธรรมนูญปี 2558 อาจจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรอย่างที่คาดหวัง แต่อาจจะเป็นอีกกระบวนการหนึ่งเพื่อเดินไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรอีกฉบับ หากทั้งสังคมคิดเห็นตรงกันและร่วมกันสร้างกระบวนการที่มีลักษณะคล้ายกับการทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันจัดทำกติกากลางของประเทศ
เพราะรัฐธรรมนูญมิได้หมายความว่าต้องมีเนื้อหาที่ดีสุด ปิดช่องว่างช่องโหว่ของความผิดพลาดทั้งหมด หากแต่ต้องเป็นสิ่งที่อย่างน้อยก็คนส่วนใหญ่เต็มใจเห็นชอบและยอมรับให้เป็นกฎหมายสูงสุด และที่สำคัญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรเป็นฉบับถาวรที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นฉบับชั่วคราวเหมือนที่ผ่านๆ มา
-----------
(หมายเหตุ : กฎหมายสูงสุดของประเทศ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)



