
ไทยกับที่นั่งยูเอ็นเอสซีในปี2017
ไทยกับที่นั่งยูเอ็นเอสซีในปี 2017 : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
หลังการยึดอำนาจได้ห้าอาทิตย์ ประเทศไทยเพิ่งจะตั้งตัวได้ หลังจากมีประเทศต่างๆ ส่งนักการทูตเข้ามาแสดงความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้กระทรวงการต่างประเทศมีโอกาสรณรงค์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วงชิงที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงไม่ถาวรในปี 2017-2018 ในกลุ่มของเอเชีย
ผู้เขียนได้พบกับทีมงานกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่อยากเปิดเผยตัวเอง เล่าให้ฟังว่า ไทยมีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในเวทีการเมืองระหว่างประเทศดีอยู่มากๆ โดยเฉพาะในเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพและความพยายามกำจัดทุ่นระเบิด รวมทั้งการรณรงค์ให้สตรีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับรักษาสันติภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับคาซัคสถานจะพบว่าไทยเรายังมีภาษีมากกว่าไทย เรามีภาพลักษณ์เป็นผู้เชื่อมต่อได้ดี (bridge builder) ในการเมืองในภูมิภาคและระหว่างประเทศ นอกจากนั้นเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออกเราค่อนข้างโดดเด่น ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานข่าวต่างประเทศหลังยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม ในแง่มุมลบเกี่ยวกับไทยก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานก็มีการปล่อยตัว
ประเด็นหลังนี้มีนัยสำคัญ เนื่องจากในปี 2000 องค์การสหประชาติมีมติที่ 1325 ว่าด้วยเรื่องสตรี สันติภาพและความมั่นคง ถือว่าเป็นมติประวัติศาสตร์ที่ยอมรับบทบาทสตรีในการส่งเสริมสันติภาพและสร้างสันติภาพในที่ต่างๆ ทั่วโลก ทางฝ่ายทหารไทยพยายามเพิ่มจำนวนสตรีเข้าไปในกองกำลังสันติภาพนานาชาติ
คงจำกันได้ กลางปีที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศการรณรงค์อย่างเป็นทางการเพื่อชิงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงไม่ถาวรในกลุ่มของเอเชีย ซึ่งมีประเทศคาซัคสถานในเอเชียกลางเป็นคู่แข่ง การหาเสียงในตำแหน่งนี้ต้องใช้เวลานานเพื่อเพิ่มความรู้จักให้บรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ เพราะในแต่ละปีจะมีการหมุนเวียนของตำแหน่งต่างๆ ในภายในองค์การสหประชาชาติ แต่ที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงนั้นมีศักดิ์ศรีมากที่สุด จึงเป็นที่หมายตาของทุกๆ ประเทศ ถึงแม้ว่ามันมีระยะเวลาแค่สองปีเท่านั้น
ไทยเคยชนะและเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงในปี 1986 เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นปีที่วิกฤติการเมืองมากมายที่ต้องพิจารณา รวมทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในช่วงนั้นไทยเรายังเป็นประเทศที่กล้าประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกา เพราะส่งฝูงบินเข้าถล่มกรุงตริโปลีเมืองหลวงของลิเบีย ทูตไทยถาวรพีระพงศ์ เกษมศรี เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า การเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงไม่ใช่ของง่าย เพราะต้องเข้าใจนโยบายการทูตของสมาชิกทั้งหมดแบบบูรณาการ โดยเฉพาะประเด็นที่มีสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านทูตมีความสามารถในการใช้ภาษาเป็นที่ยอมรับในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ในตอนที่ต้องลงคะแนนประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกาที่ถล่มลิเบีย ท่านทูตใช้คำว่า ต้องลงคะแนนประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง (vote with a heavy heart)
ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าไทยจะเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ประวัติการโหวตลงคะแนนเสียงในยูเอ็นของไทยมีเพียงแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไทยโหวตสนับสนุนมติต่างๆ ของยูเอ็นที่สหรัฐอเมริกาโหวต ยังมีการนินทาอีกด้วยซ้ำไปว่าประเทศที่เป็นคู่อริของสหรัฐอเมริกายังมีประวัติการโหวตที่ดีกว่าไทยเสียอีก (นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่สัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาไม่ได้แนบแน่นอย่างพวกเราคิดกัน เป็นเพื่อนกับสหรัฐอเมริกามานานถึง 182 ปี คนไทยยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศอยู่)
ตั้งแต่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ในปี 1946 ไทยเป็นสมาชิกที่ดีทำตามมติองค์การสหประชาติและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับกองกำลังรักษาสันติภาพ มีบ้างที่ไทยเปรี้ยวแบบไม่เปิดเผยคือ บริษัทไทยแอบค้าขายกับประเทศที่คณะมนตรีความมั่นคงสั่งบอยคอตไม่ให้มีการติดต่อซื้อขายเช่นอิหร่านหรือเกาหลีเหนือในเรื่องข้าว
ในช่วงนี้ศูนย์รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจจะต้องเจอศึกหนักในการอธิบายถึงการกระทำของตัวเองต่อเวทีการเมืองโลก ที่เห็นอยู่ยังมีข่าวต่างๆ เล็ดลอดออกมาว่า ไทยยังมีการจับขังคุกคนไทยเป็นร้อยๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเก่า แสดงให้เห็นว่าการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ของ คสช.ยังทำได้ไม่ดีพอ (ทหารไทยแปลกมาก มักคิดว่าวิธีการเรื่องไอโอ หรือ information operation ของทหารนั้นดีที่สุด ซึ่งไม่จริง งานนี้ต้องถามทักษิณครับ)



