คอลัมนิสต์

จับตากก.บริหารน้ำ

จับตากก.บริหารน้ำ

15 ก.ค. 2557

จับตากก.บริหารน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2557


                ตามกรอบเวลาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุดใหม่ขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อให้ภารกิจการบริหารน้ำเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการหลายชุดอย่างที่เคยแต่งตั้งกันในรัฐบาลชุดก่อน และที่สำคัญก็คือ ขณะนี้มีโครงการจำนวนมากที่รอการอนุมัติจาก คสช.นับตั้งแต่งบประมาณขุดลอกคูคลอง ซึ่งอยู่ในส่วนของกรมชลประทาน จนถึงโครงการก่อสร้างขนาดกลางงบประมาณราว 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ในสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ จึงย่อมเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่ทุกภาคส่วนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำ โดย คสช.ซึ่งมีหน้าที่ตัดสินใจ เพื่อให้แต่ละแผนงานออกมาสนองตอบคนส่วนใหญ่มากที่สุด และไม่เกิดปัญหาแรงต่อต้านจากประชาชนและชุมชนต่างๆ อย่างที่ผ่านมา

                จากรายงานอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม ที่แจ้งไว้ตอนหนึ่ง ถึงการมาถึงของพายุโซนร้อน “รามสูร” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย แต่ก็เป็นสัญญาณอันส่อแสดงถึงหน้ามรสุม ขณะที่ภาวะความวิปริตของสภาพอากาศอันเนื่องมาจากโลกร้อน และปรากฏการณ์เอลนีโญก็จะเกิดขึ้นควบคู่กันไป จึงนับจากนี้ "บริเวณประเทศไทย" อาจจะประสบกับความแปรปรวนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เป็นได้ โดยที่เขื่อน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถรับมือได้ และก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงในลำดับต่อจากนี้ เพราะถึงอย่างไรโครงการดังกล่าวย่อมไม่มีวันจะหายไปจากพิมพ์เขียวของหน่วยงานรัฐ ตราบเท่าที่ยังมีความเชื่อกันว่า เทคโนโลยีสามารถควบคุมธรรมชาติได้

                ยังมีบทเรียนจากสถานการณ์น้ำเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งฝนตกหนักในภาคตะวันออก แม้มีเขื่อนจำนวนมาก แต่ก็เป็นเขื่อนขนาดเล็กไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากสมดุลกับปริมาณน้ำฝน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยสร้างความเสียหายในหลายจังหวัด แต่ขณะเดียวกันเขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือกลับเกือบจะเหือดแห้ง เพราะฝนฟ้าตกนอกพื้นที่อ่างเก็บน้ำแทบตลอดฤดูกาล จนถึงทุกวันนี้ตัวเลขระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็ยังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ขณะที่เขื่อนในภาคตะวันตกก็ต้องสำรองน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนแหล่งน้ำในภาคตะวันตกอยู่ในภาวะแห้งแล้ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดเพียงฤดูกาลเดียว ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงครึ่งประเทศ ขณะที่เขตอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เหมือนเป็นเหตุร้ายประจำปีไปแล้วเช่นกัน

                เช่นนี้แล้ว โจทย์ใหญ่สำหรับ คสช.ที่กำลังจะให้กำเนิดคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุดใหม่ขึ้นมา จึงอยู่ที่ว่า นับจากนี้ไปการบริหารทรัพยากรน้ำไม่ควรจะผูกขาดอยู่ที่หน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา หากแต่ต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ก็ควรจะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างเคร่งครัด แม้ขณะนี้จะยังไม่มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเข้ามาเป็นกลไกสำคัญเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม