คอลัมนิสต์

เร่งปฏิรูปรถไฟ

เร่งปฏิรูปรถไฟ

14 ก.ค. 2557

เร่งปฏิรูปรถไฟ : บทบรรณาธิการ ประจำวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2557

 
                            ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถือเป็นทางรถไฟสายแรก ที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2433 ถ้านับจากปีนั้นเป็นจุดกำเนิดของการรถไฟไทยแล้ว ถึงวันนี้กิจการขนส่งสาธารณะด้วยระบบรางที่ว่าก็มีอายุยืนยาวมาถึง 114 ปีแล้ว หากแต่ห้วงเวลากว่าศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง สถานะของกิจการรถไฟไทยที่ต้องให้บริการประชาชนรุ่นแล้วรุ่นเล่านับกันเป็นชั่วอายุคน กลับไม่ได้รับการฟื้นฟู หรือปฏิรูปกันอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นการเดินรถที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการบริการสาธารณะไปในคราวเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามกิจการรถไฟไทยกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ การบริหารภายในองค์กรเป็นเหมือนดั่งแดนสนธยา มีปัญหาสั่งสมมากมาย สุดท้ายการประกอบการขาดทุนหลายแสนล้านบาท จนยากยิ่งแก่การเยียวยา
 
                            การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ให้นายประภัสร์ จงสงวน พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ด้วยเหตุผลทางด้านการบริหารงานนั้น แม้เป็นที่ทราบกันดีว่า คำสั่งของ คสช.สอดรับตามกระแสเรียกร้องของสังคมที่ต้องการให้ดำเนินมาตรการกับนายประภัสร์ จากกรณีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี บนขบวนรถไฟนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ โดยที่นายประภัสร์ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ "ขั้นสูงสุด" มากไปกว่าการออกมายืนยันถึงการทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของตน แต่อย่างไรเสีย สภาพปัญหาภายใน ร.ฟ.ท.ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้แต่นายประภัสร์เองที่ได้เข้าไปสัมผัสนับตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง อุบัติเหตุรถไฟตกรางหลายครั้งจนต้องออกมาใช้เก้าอี้รับประกันต่อสังคม ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะเนื้อในที่เป็นปัญหานั้นไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวาทกรรม
 
                            โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นบนขบวนรถไฟสายที่คนไทยไม่มีวันลืมนั้น เหมือนกับเป็นการกระชากฉากกั้นอันเคยปกปิดความเหลวแหลกภายใน ร.ฟ.ท.ออกมาให้สังคมได้แลเห็น อันเป็นห้วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่งและคมนาคม นับตั้งแต่การสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าชานเมือง ไปจนถึงรถไฟความเร็วสูงของ ร.ฟ.ท. เพราะจะว่าไปแล้ว ระยะเวลากว่าศตวรรษที่ผ่านมานี้ ระบบขนส่งของประเทศไทยถูกวางน้ำหนักไปที่ถนนรถยนต์มากกว่าระบบราง ที่ประหยัด และสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จนทำให้กิจการรถไฟกลายเป็นเรื่อง "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" อย่างปกติธรรมดา แม้แต่พนักงานเองก็ยังโอดครวญถึงปัญหาภายในอันสะท้อนถึงสวัสดิการของพวกเขา มาจนถึงมาตรการ "จำกัดขนาด" ของร.ฟ.ท. ด้วยการห้ามรับพนักงานใหม่เกินร้อยละ 5 เมื่อหลายปีก่อน ฯลฯ
 
                            ถ้าหาก คสช.จะนับเอากรณีสั่งปลดนายประภัสร์ออกจากตำแหน่งเป็นหมุดหมายเริ่มต้นของการปฏิรูปกิจการรถไฟของไทย หรือการขนส่งมวลชนระบบราง การปัดฝุ่นโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบขนส่งก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนยิ่ง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างการบริหารภายใน เพื่อให้สภาพความเป็นอาณาจักรในดินแดนสนธยาหมดไป เพื่อที่คนไทยจะได้รับการบริการที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย