คอลัมนิสต์

มิตรภาพบนสมรภูมิข่าว

มิตรภาพบนสมรภูมิข่าว

10 ก.ค. 2557

มิตรภาพบนสมรภูมิข่าว : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา


               ปลายเดือนพฤษภาคม 2530 เกิดเหตุทหารลาวปะทะกับกองกำลังทหารพราน 3405 ที่บ้านร่มเกล้า อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก สำราญ รอดเพชร บรรณาธิการนิตยสารข่าวพิเศษ เรียกผมไปปรึกษาหารือ และมอบหมายให้ไปทำข่าวการสู้รบกันที่ชายแดนไทย-ลาว

               เวลานั้น เหตุสู้รบที่ชายแดนยังเป็นข่าวเล็กๆ ในหน้า นสพ.เดอะเนชั่น "สำราญ" บอกผมว่ามันน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ผมก็เห็นเป็นเช่นนั้น แต่ปัญหาใหญ่ของผมคือ ไม่เคยเดินทางไปแถวถิ่นนั้นเลย

               อาศัยลายแทงจากเพื่อนชาวพิษณุโลก ก็เดินทางไปถึง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ในช่วงเย็นวันหนึ่ง และพบว่าตัวเองมาผิดทาง เนื่องจากบ้านร่มเกล้า อยู่ในพื้นที่การปกครองของ อ.ชาติตระการ ก็จริง แต่หากการเดินทางไปหมู่บ้านชายแดนแห่งนี้ ต้องไปใช้เส้นทาง อ.ด่านซ้าย ผ่าน อ.นาแห้ว จ.เลย

               ผมต้องไปนอนพักที่อุทยานน้ำตกชาติตระการคืนหนึ่ง แล้วก็ย้อนกลับมาขึ้นรถประจำทางที่สามแยกหน้า อ.นครไทย ระหว่างรอรถสายพิษณุโลก-ด่านซ้าย ผมเจอคนขับรถบรรทุกซุงโดยบังเอิญ ที่จะไปทำธุระที่ด่านซ้ายเหมือนกัน

               ด้วยการตีสนิทเนียนๆ ผมเลยได้ฟัง "เรื่องเล่า" เกี่ยวกับการทำไม้ชายแดน ซึ่งเป็นข้อมูลใหม่ ทำให้ผมได้คำตอบว่า เหตุใดทหารสองชาติ จึงรบกันบนเส้นแบ่งพรมแดนที่ไม่ชัดเจน

               รวบรัดตัดความ ผมนั่งรถสองแถว ขึ้นเขาลงห้วยจากด่านซ้าย ผ่านนาแห้วไปถึงหน้าทางเข้าบ้านร่มเกล้า เจอด่านมั่นคง ทหารไม่ให้เข้าหมู่บ้าน ผมเลยกลับมานอนที่ด่านซ้าย

               เช้าวันรุ่งขึ้น ผมเดินผ่านแผงหนังสือ ก็เห็น นสพ.เพชรเมืองเลย เปิดโปงการทำไม้ที่ชายแดน ผมจึงตามกลิ่นข่าวไปจนถึงสำนักงาน นสพ.ท้องถิ่นฉบับนั้นในตัวเมืองเลย

               โชคดีมากที่ผมได้พบ "เหยี่ยวข่าว" อารมณ์ดี ชื่อ "ประกอบ ฝีมือสาร"

               แม้จะพบเจอกันเยี่ยง "คนแปลกหน้า" แต่ด้วยความเมตตาของ "พี่กอบ" ก็ให้ทั้งข้อมูลและภาพแก่ผม ประหนึ่งว่าเราคบค้าสมาคมกันมานานนับสิบปี

               ค่ำวันนั้น พี่กอบมาส่งผมขึ้นรถทัวร์ที่หน้าโรงแรมภูหลวง ภาพนั้นผมยังจำแม่น ผู้ชายสูงวัยรู้สึกเป็นห่วงนักข่าวรุ่นน้อง กลัวว่าจะกลับกรุงเทพฯ มือเปล่า จึงขวนขวายหาภาพและข้อมูลเชิงลึก จนถึงวินาทีที่รถทัวร์เคลื่อนออกจากหน้าโรงแรม

               กลับมาถึงกรุงเทพฯ ผมเขียนรายงานจากชายแดนลาว ส่ง บก.สำราญ และมันเป็นเรื่องจากปก "ข่าวพิเศษ" ในสัปดาห์ถัดมา และผมยังภาคภูมิใจจนถึงทุกวันนี้ว่า ข่าวพิเศษเป็น นสพ.ไทยฉบับแรก ที่เปิดประเด็น "ธุรกิจทำไม้ชายแดน" กับผลกระทบด้านความมั่นคง และหลังจากนั้นไม่ถึงปี ก็เกิดสงครามใหญ่ "ศึกร่มเกล้า"

               อย่างไรก็ตาม ผลงานข่าวชิ้นนั้น ผมต้องให้เครดิต "พี่กอบ" นักข่าวหัวเห็ดแห่งเมืองเลย ที่เปิดเผยข้อเท็จจริงจากบ้านร่มเกล้า ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

               หลายปีต่อมา ผมได้ร่วมงานกับพี่กอบอีกหลายครั้ง รวมทั้งรายการทัวร์ย้อนรอยสงครามบ้านร่มเกล้า พี่กอบเดินทางไปกับพวกเรา ประสบการณ์การทำข่าวสงครามใน พ.ศ.โน้น พี่กอบเล่าให้ฟังเป็นฉากๆ

               ที่ฮากันสุดๆ ตอนที่ผมแกะรอย "ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์" คนหนึ่งจากกรุงเทพฯ มาถึงด่านซ้าย พี่กอบพาผมลุยสถานบริการทุกแห่งในอำเภอผีตาโขน พี่กอบมีเทคนิคในการล้วงข้อมูลจากแหล่งข่าว และหาภาพประกอบข่าว สมกับเป็นนักข่าวรุ่นเก๋าตัวจริง

               "พี่กอบ" หรือ ประกอบ ฝีมือสาร ที่มีบุคลิกและวิถีปฏิบัติ อันแตกต่างจาก "นักข่าวภูธร" ที่ผมเคยได้สัมผัส พี่กอบยึดอาชีพนักข่าวตราบเท่าที่แรงกายแรงใจยังยืนสู้ไหว ไม่เคยข้องแวะกับผลประโยชน์ใดๆ ประกอบสัมมาชีพโดยสุจริต

               ผมยังจำภาพพี่กอบมาที่ร้านหนังสือเจ้าประจำในทุกเช้า เพื่อตรวจสอบข่าวสาร ก่อนจะเดินทางไปพบแหล่งข่าว ซึ่งทุกซอกมุมของเมืองเลย พี่กอบรู้จักหมด

               ช่วงหลัง ผมไม่ได้ติดต่อกับพี่กอบ เพราะไม่ค่อยได้ไปตระเวนข่าวเหมือนในอดีต แต่ก็ยังระลึกถึงพี่ชายอารมณ์ดีอยู่ โดยเฉพาะตอนที่มีข่าวลูกสาว "นายทุนทำไม้ชายแดน" คนนั้นได้เป็นรัฐมนตรี ผมนึกเห็นใบหน้าพี่กอบขึ้นมาทันที และนึกถึงคืนวันที่เราได้ร่วมกันเปิดโปงเรื่องนี้

               หลับเถิดพี่...ชีวิตนี้พี่กอบ มีแต่ข่าวและข่าว นับจากนี้ไป พี่จะได้พักผ่อนชั่วนิจนิรันดร์