
สังคมชูปฏิรูป-สะเทือนใจด.ญ.วัย13
สังคมชูปฏิรูป-สะเทือนใจด.ญ.วัย13 : บทบรรณาธิการประจำวันที่10ก.ค.2557
กรณีเด็กหญิงวัยเพียง 13 ปี ถูกข่มขืนฆ่าบนรถไฟและโยนร่างออกจากโบกี้ สร้างความเศร้าสลดและสะเทือนใจต่อสังคมไทยอย่างมาก อีกทั้งเกิดการตั้งคำถามจากสังคมถึงหน่วยงานและผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบว่าควรทำอย่างไรให้เรื่องน่าเศร้าสลดอย่างนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาคดีข่มขืน รวมทั้งทำร้ายร่างกายและถึงขั้นฆาตกรรมเหยื่อ เพื่อหนีความผิด เกิดขึ้นกับเด็กและสตรีแบบซ้ำซาก ซึ่งโศกนาฏกรรมของเด็กหญิงวัย 13 ครั้งนี้ แทบจะส่งผลให้สังคมหมดความอดทนและแสดงออกไปในทางเดียวกัน ต้องการให้มีบทลงโทษที่รุนแรงสูงสุดถึงขั้น "ประหารชีวิต" โดยคาดหวังว่า ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มบทลงโทษแล้วจะทำให้คดีข่มขืนลดน้อยลง หรือไม่มีเกิดขึ้นเลย และจะไม่มีเหยื่อที่น่าเวทนาเกิดขึ้นจากการกระทำอันเลวร้ายประเภทนี้อีกต่อไป
สิ่งที่สะท้อนได้จากการเรียกร้องของกระแสสังคมครั้งนี้ ได้เกิดปมวิพากษ์วิจารณ์หลายประการตามมาด้วย เช่น กรณีการเกิดเหตุกับเด็กหญิงวัย 13 ทำไมจึงมีความหละหลวมในมาตรการป้องกันการรักษาความปลอดภัยบนรถไฟ จนนำมาสู่ข้อเสนอในการปรับปรุง อาทิ เตรียมห้ามจำหน่ายและดื่มสุราบนรถไฟและบริเวณชานชาลาสถานี การปรับเพิ่มตำรวจรถไฟ ตลอดจนการติดตั้งกล้องวงจรปิดในโบกี้รถไฟ ไปจนถึงการรื้อระบบเจ้าหน้าที่รถไฟเพื่อสกัดบุคคลที่มีประวัติไม่ดีออกไปจากระบบ แต่เหล่านั้นเป็นการ "ล้อมคอกวัวหาย" ไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นอีก แต่ก็ใช่ว่าการข่มขืนจะเกิดขึ้นเฉพาะบนรถไฟก็หาไม่ เพราะความเป็นจริงแล้ว อาชญากรรมข่มขืนเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา จึงเป็นการยากที่จะป้องกันเหตุร้าย แต่ทุกหน่วยงานและทุกคนในสังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวังอย่างดีที่สุด
นอกจากนี้ในกรณีที่เด็กตกเป็นเหยื่อ เป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างมาก อีกทั้งเด็กอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือหรือป้องกันตัวเองแทบจะไม่ได้เลย โดยศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงารายงานเหตุฆาตกรข่มขืนฆาตกรรมเด็กหญิง และคดีล่อลวงเด็กไปข่มขืนในรอบ 1 ปีเศษ ตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2556-5 กรกฎาคม 2557 รวมทั้งหมด 8 คดี ขณะที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมีข้อมูลในปี 2556 ที่รวบรวมสถิติจากหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ พบมีทั้งหมด 169 ราย เสียชีวิต 29 ราย และเสียชีวิตจากการถูกข่มขืนถึง 22 ราย หรือ 75% สำหรับช่วงอายุผู้ที่ถูกกระทำ 11-15 ปี มี 35.1% รองลงมา 16-20 ปี 22% และ 26-30 ปี 10.1% ปัจจัยกระตุ้น 37.7% มาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมามีปัญหาการควบคุมยับยั้งอารมณ์ทางเพศ 24.5% ต้องการชิงทรัพย์ 20.8%
มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับเครือข่ายสตรี 4 ภาค และเครือข่ายสตรีภาคกลาง ยื่นข้อเสนอประเด็นการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่มีต่อเด็กและสตรี ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากเกิดเหตุสะเทือนใจกับเด็กหญิงวัย 13 ปีบนรถไฟ โดยเสนอมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า โดยเรียกร้องให้จัดหาพนักงานสอบสวนหญิงทำคดีเด็กและสตรีเป็นการเฉพาะ และให้กวาดล้างสื่อลามกและสิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการยั่วยุ จัดโซนนิ่งสถานบริการ และเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ จึงถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ต้องระดมความคิดเห็นว่า แนวทางใดน่าจะดีที่สุด รวมทั้งเพิ่มมาตรการเข้มข้นป้องกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งระดับครอบครัวหน่วยที่เล็กสุดในสังคมก็ต้องตระหนักและระมัดระวังไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์อันน่าสลดใจขึ้นอีก



