
เสน่ห์ของประชาธิปไตย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งมีสถานะสำคัญสองประการในประวัติศาสตร์ไทย คือเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และในระหว่าง 2482-2503 นั้นวันที่ 24 มิถุยายนนั้น เป็นวันฉลองวันชาติของไทย
ประเด็นที่สำคัญก็คือ วันที่ 24 มิถุนายน นั้นจะมีสถานะในปัจจุบันแค่ไหน และเราจะสามารถพูดถึงวันที่ 24 มิถุนายน ได้มากแค่ไหน เพราะเมื่อเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราก็ไม่สามารถพูดถึงหลักฐานในการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ อาทิ การตีพิมพ์แถลงการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงความจริงและความถูกต้องแต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องของเอกสารทางประวัติศาสตร์)
เรื่องราวที่ดูจะเป็นเรื่องที่ลงตัวมากที่สุดของการกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิถุนายน ในปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องของการประเมินทิศทางของประชาธิปไตย ว่าก้าวไปทางไหน หรือก้าวหน้า หรือล้าหลัง
ในการประเมินทิศทางของประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีก็คือ ฐานคิดของการประเมินทิศทางของประชาธิปไตยมันวางอยู่บนความเชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นสถานะ หรือเป็นสภาวะที่เราพยายามไปให้ถึง
คำถามก็คือ เรามีข้อตกลงร่วมกันหรือยังว่าประชาธิปไตยของเราที่เราจะไปให้ถึงนั้นมีหน้าตาอย่างไร เพราะดูราวกับว่าเราไม่มีข้อตกลงร่วมกันง่ายๆ ว่าประชาธิปไตยในหน้าตาแบบไหนที่เราจะไปให้ถึง
ดังนั้นเราอาจจะเริ่มต้นคิดกันใหม่ว่าประชาธิปไตยนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องของสภาวะที่เราจะไปถึงหรือไม่ แต่ประชาธิปไตยอาจจะหมายถึงเรื่องราวสองด้าน
เรื่องแรกคือ ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นเครื่องมือ หรือหนทางเพื่อไปสู่เป้าหมายบางอย่าง ซึ่งในแง่นี้เราพบว่าประชาธิปไตย (อย่างน้อยในความหมายของระบอบการปกครองที่ประชาชนนั้นได้เลือกผู้แทนของเขาในทางตรง) นั้นอาจจะไม่ได้เป็นหนทางที่เป็นที่ตกลงร่วมกันได้ในสังคมไทย
นั่นหมายความว่า เราอาจไม่ได้สนใจว่าเราอยากจะเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ แต่บางครั้งเราก็ใช้ประชาธิปไตย บางครั้งเราก็ไม่ใช้ ซึ่งคำอธิบายนี้แม้ว่าจะช่วยตอบคำถามว่าประเทศไทยนั้นอาจไม่ได้สนใจประชาธิปไตยในฐานะเป้าหมาย แต่คำตอบที่เราต้องค้นหาเพิ่มก็คือ เมื่อไหร่เราจะต้องการประชาธิปไตย และคำถามที่ลึกไม่แพ้กันก็คือ
เป้าหมายของสังคมไทยคืออะไร ถ้าไม่ใช่ประชาธิปไตย (ดังนั้นคนที่ต้องการจะให้มีประชาธิปไตยนั้นก็จะต้องเข้าใจว่าจะสร้างเงื่อนไขอะไรเพื่อให้ประชาธิปไตยทำงานได้
เรื่องที่สองก็คือ ประชาธิปไตยนั้นเป็นแนวคิดที่มีพลังเป็นอย่างมาก เพราะในทุกยุคสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งที่เราพบก็คือ ไม่ว่าเราจะใช้มาตรฐานของประชาธิปไตย (อย่างน้อยในแบบตะวันตก) มาพิจารณาว่าสภาวะ/หนทางในช่วงนั้นๆ เป็นประชาธิปไตยหรือไม่
แต่เหล่าชนชั้นนำที่กำกับการเปลี่ยนแปลงหรือมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงก็พยายามอ้างอิงว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นประชาธิปไตย (อาทิ เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ) หรือ "เป็นคุณ" กับประชาธิปไตย เช่น ปฏิวัติ/ปฏิรูป/รัฐประหาร/แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อประชาธิปไตย
ในแง่นี้ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และยังเป็น "ปริมณฑล" ในการต่อสู้ช่วงชิงความหมายเพื่อครอบงำกลุ่มคนต่างๆ ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ



