
วิวัฒนาการสัมพันธ์ไทย-จีน
สัมพันธ์ไทย-จีนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร ตั้งแต่มีการสถาปนาสัมพันธ์การทูตเมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปมิตรภาพไทย-จีนจะเพิ่มความเข้มข้นและมีความหลากหลายมากขึ้น
ในยุคแรกๆ ประชาชนทั้งสองประเทศมักจะพูดว่า การไปมาหาสู่กันทุกวันระหว่างกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหมีแพนด้า หรือการซื้อขายลำไยอบแห้ง ขณะนี้รัฐบาลไทย-จีนตกเป็นข่าวเรื่องหมีแพนด้า อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากหลินฮุ่ยได้ออกลูกเมื่อเดือนที่แล้ว สร้างความฮือฮาให้กับคนในชาติทั้งสอง สื่อไทยลงรายละเอียดชีวิตการเติบโตของหมีแพนด้าแบบนาทีต่อนาที
ทางฝ่ายไทยโดย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นตัวแทนได้ขอให้ทางรัฐบาลจีนต่ออายุให้ลูกของหลิ่นฮุยได้อยู่ในประเทศไทยต่ออีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี เพื่อให้แม่หมีซึ่งมีกำหนดกลับจีนพร้อมกับลูก
เรื่องราวของหมีแพ้นด้าไม่ซีเรียส เสริมสร้างความเข้าใจไทย-จีนได้อย่างดี ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองประเทศมีความพอใจ ต้องไม่ลืมว่า สถานการณ์การเมืองไทยเป็นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สร้างความฉงนให้กับฝ่ายจีน (และประเทศอื่นๆ) เป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าการเมืองจะออกหัวหรือก้อยในชั่วโมงต่อๆ ไป
ในสมัยประเทศจีนยังคืบคลานกับการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ สามสิบกว่าปีก่อน รัฐบาลจีนต้องพึ่งพารัฐบาลไทยมากในการเชื่อมต่อกับต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และประชาคมโลก มายุคนี้จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจการเมืองที่เพิ่มตามมา ทำให้สัมพันธ์ไทย-จีนที่มีลักษณะทวิภาคีสูงต้องเปลี่ยนแปลงสถานภาพไปด้วย พูดง่ายๆ คือทางฝ่ายจีนไม่ต้องพึ่งพาไทยแบบในอดีต
นายกอภิสิทธิ์เพิ่งไปจีนมาหยกๆ ได้มีการพูดประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค เรื่องวิกฤติในพม่า เป็นประเด็นทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ขณะนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน มีบทบาทมากในการผลักดันท่าทีของอาเซียนในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การแก้ไขภาวะเงินฝืดโลก และเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับหน้าตาและจุดยืนต่างๆ ของอาเซียน
ที่น่าสนใจคือสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-จีนมีมิติเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น คือทั้งคู่ยินดีร่วมมือกันในเวทีภูมิภาคและนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมากขึ้น ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ให้บอกกับฝ่ายไทยว่ารัฐบาลจีนให้การสนับสนุนบทบาทผู้นำอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคโดยเฉพาะในเรื่องพม่า ที่ผ่านมาอาเซียนไม่ได้มีจุดยืนเข้มแข็งและมั่นคงและต่อเนื่องพอ ในเรื่องนี้พอที่ฝ่ายจีนจะออกมาสนับสนุนได้
ทั้งสองฝ่ายต้องส่งเสริมท่าทีของแต่ละประเทศเท่าที่ทำได้ในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เนื่องจากทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์แห่งชาติที่ต่างออกไป บางครั้งอาจจะต้องมีเรื่องขัดข้องใจเกิดขึ้น ในกรณีพม่าฝ่ายจีนอยากเห็นอาเซียนเข้ามารับผิดชอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทางประเทศในโลกตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไป
นโยบายการทูตไทยต้องเปิดเกมรุก พยายามพัวพันกับการทูตจีนในภูมิภาคในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพิ่มคุณค่าให้กับสัมพันธ์ไทย-จีน ให้มีมติทางยุทธศาสตร์มากขึ้น



