คอลัมนิสต์

ยกเครื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย?

ยกเครื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย?

09 ก.ค. 2557

ยกเครื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย? : ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิสำนักข่าวเนชั่น

                 เห็นข้อเสนอของ กกต. ในการยกเครื่องกระบวนการเลือกตั้งที่จะเสนต่อ คณะทำงานด้านการปฏิรูป ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็ให้สงสัยว่าองค์กรแห่งนี้มีวิธีคิดที่เป็นปัญหาและอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตยเสียเอง

                  ข้อเสนอที่ออกมานั้นมีหลายอย่าง เช่น การเลือกตั้งให้เปลี่ยนจากระบบเขตเดียวเบอร์เดียว มาเป็นเขตใหญ่สามคน หากจำกันได้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้นเป็นที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปี 2540 แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 จะเปลี่ยนมาเป็นเขตใหญ่ 3 คนต่อ 1 เขต แต่สุดท้ายเมื่อเข้าสู่ระบบปกติพรรคการเมืองทุกพรรคก็เห็นด้วยกับการแก้กลับให้มาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

                  เหตุผลที่คนสนับสนุนเขตเดียวเบอร์เดียวคือเมื่อเขตใหญ่ผู้สมัครก็ต้องใช้เงินมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การรู้จักของคนในเขตก็จะยิ่งยาก เมื่อนั้นระบบหัวคะแนนก็จะกลับมามีส่วนได้เสียสูง ซึ่งน่าจะขัดกับเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรมที่ กกต. อ้าง

                  นอกจากนี้ยังมีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ส. ให้ไม่เกินสองวาระ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่ามาจากฐานคิดอะไร แน่นอนว่าข้ออ้างเรื่องไม่ต้องการให้สืบทอดอำนาจ แต่เอาเข้าจริงข้อบังคับเรื่องสองสมัยนี้ตามหลักสากลจะถูกบังคับใช้กับผู้ที่อยู่ในฝ่ายบริหาร ที่มีหน้าที่ควบคุมอำนาจรัฐ หรือใช้กับผู้ที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ แต่ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรง

                  กกต. ยังเสนอให้การตั้งพรรคการเมืองยากขึ้น เช่นต้องหาสมาชิกให้ครบ 5,000 คน และมีสาขาพรรคครบใน 4 ภาค จากเดิมที่กำหนดให้มีเพียง 15 คนก็ตั้งพรรคการเมืองได้ และอีก 180 วันค่อยหาสมาชิกและสาขาพรรคให้ครบตามที่กำหนด 

                  เดิมนั้นเราต้องการให้พรรคการเมืองตั้งง่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง แต่ขณะเดียวกันพรรคก็ตายง่ายเพียงแค่ไม่ส่งรายงานการประชุม จนถูกตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองบ้านเราตายง่ายเกินไปหรือไม่ แต่นี่ยิ่งกลับเป็นการทำให้พรรคการเมืองเกิดยากตายง่าย ซึ่งสวนทางกับหลักการประชาธิปไตย

                  ส่วนข้อเสนอให้ กกต. มีอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปแต่เพียงผู้เดียวโดยที่ไม่ต้องปรึกษากับรัฐบาล ยิ่งถูกตั้งคำถามว่า กกต.กำลังขยายขอบเขตอำนาจของตัวเองออกไปหรือไม่ และหากเกิดเหตุ กกต.ไม่อยากจัดการเลือกตั้งหรือไม่ใช้ความพยายามเต็มที่ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งจะทำอย่างไร ส่วนนายกฯ นั้นเป็นนักการเมือง ยังไงเขาย่อมอยากให้มีการเลือกตั้งอยู่แล้ว

                  บทเรียนที่ผ่านมาก็มีให้เห็นอยู่

                  ที่สำคัญคือการออกแบบเสนอตั้งเป็นคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ และส่งผลทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายในอนาคตหรือไม่

                  นี่ถือเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะ กกต.กำลังจะทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ตัดสินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ หรือเกิดผลเสียหายหรือไม่ โดยอาศัยจากการคาดการณ์ทั้งๆที่เรื่องยังไม่เกิด

                  นโยบายที่พรรคใช้หาเสียงนั้น ประชาชนควรเป็นผู้ตัดสินเลือกได้ด้วยตัวเองว่าจะใช้แบบไหน หากนโยบายทำไม่ได้หรือสร้างความเสียหายประชาชนก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีระบบตรวจสอบหากเกิดความเสียหายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ทำแท้งเสียแต่ยังไม่เกิด ที่สำคัญคือ ถ้าคณะทำงานชุดนี้เอียงข้างก็จะเกิดปัญหาว่าพรรคหนึ่งคิดนโยบายอะไรก็ได้ ส่วนอีกพรรคคิดอะไรก็ผิด

                  น่าสงสัย กกต.ในวันนี้ว่าเป็นองค์กรที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และกำลังทำงานจากฐานคิดประชาธิปไตยหรือไม่ ก่อนจะยกเครื่องเลือกตั้งลองยกเครื่องวิธีคิดตัวเองเสียก่อนน่าจะดีกว่า เพราะข้อเสนอที่ออกมาสุดท้ายก็ย้อนกลับสู่อดีตเสียหมด


...............

(หมายเหตุ : ยกเครื่องเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย? : ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิสำนักข่าวเนชั่น)