คอลัมนิสต์

อินโดนีเซียเผชิญ'เทพ'กับ'มาร'

อินโดนีเซียเผชิญ'เทพ'กับ'มาร'

08 ก.ค. 2557

อินโดนีเซียเผชิญ'เทพ'กับ'มาร' : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

                กรุงจาการ์ตา-อาทิตย์นี้คนอินโดนีเซียต้องเลือกระหว่างนักการเมือง "มาร" หรือ "เทพ" เบอร์หนึ่ง หรือเบอร์สอง ไม่มีเบอร์อื่นเหมือนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีที่ผ่านมา

                คนแรกคือ ลูกเขยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ชื่อ ปราโบโว สุปีเอียนโต อดีตทหารหน่วยปราบปรามพิเศษ พูดง่ายๆ ตามภาษาบ้านเราคือ นักฆ่ามือฉมัง นักลักพาตัวนิสิตนักศึกษาก่อนที่จะเกิดการล้มรัฐบาลองซูฮาร์โตในปลายปี 1998 ตัวเองมีภาพลักษณ์เป็นเผด็จการเต็มร้อย เป็นตัวแทนความเด็ดขาด ชาตินิยมใหม่อินโดนีเซีย

                ส่วนอีกคนคือ ผู้ว่าเมืองหลวงจาการ์ตา ชื่อ โจโก วีโดโด แต่เป็นที่รู้จักกันในนาม “โจโกวี” เขาเป็นคนติดดินมากๆ ไต่เต้าจากคนขายเฟอร์นิเจอร์ในเมืองโซโล มาเป็นนักการเมืองระดับชาติเต็มตัวเมื่อได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าเมืองหลวงเมื่อปีที่แล้ว เป็นที่นิยมของชาวบ้าน เป็นคนเข้าถึงคนและไม่มีพิธีรีตองอะไร สะอาดโปร่งใส

                คนแรกคือมาร คนที่สองคือเทพ ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์สองคนนี้จะชัดเจนแบบดำกับขาวก็ตาม คนอินโดนีเซียอีก 20เปอร์เซ็นต์ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใครกันแน่ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

                ลึกๆ คนอินโดนีเซียไม่ต้องการคนที่แข็งเกินไปเหมือนกับอดีตผู้นำซูฮาร์โต สังคมอินโดนีเซียที่ผ่านมา 16 ปี ได้พัฒนาประชาธิปไตยก้าวหน้ามากจนมีความมั่นใจในฐานะที่เป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นที่สามในโลก จนมีการโปรโมทการเมืองประชาธิปไตยแบบอินโดนีเซียในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

                ส่วนหนึ่งยังคิดว่า โจโกวียังขาดความสามารถในการบริการประเทศ เพราะไม่มีประสบการณ์ ผลงานในเมืองหลวงก็ยังมีน้อย เพราะเพิ่งมาเป็นชนชั้นกลาง อินโดนีเซียจึงไม่ค่อยไว้ใจโจโกวีเท่าไร แต่พอเอามาเปรียบเทียบกับบาปราโบโว คงต้องเอาคนแรก ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มีผู้สมัครหลายพรรค การสาดโคลนจึงไม่รุนแรงเท่ากับครั้งนี้ ครั้งที่แล้วคนอินโดนีเซียโชคดี เพราะมีผู้ท้าชิงตำแหน่งคนเดียวที่นอนมาคือ บัมบัง ซูซิโล  ยุดโดโยโน นั่นเอง

                มาครั้งนี้มีผู้ท้าชิงตำแหน่งสองคน ทำให้สังคมอินโดนีเซียแบ่งเป็นสองขั้ว สนับสนุนคนละกลุ่ม แต่สถานการณ์ไม่เลวร้ายแบบเมืองไทยที่แบ่งสีออกมาและเข่นฆ่ากัน ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มาประจันหน้ากันตอนหาเสียง แบบที่เห็นในบ้านเรา โชคดีคนอินโดนีเซียไม่บ้าแบบถูกผีสิงเวลาถูกปลุกปั่น ที่น่าสนใจคือ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันดุเดือดในโลกของโซเชียลมีเดีย จึงไม่ค่อยมีการปะทะกันบนท้องถนนเท่าไร มีเหตุการณ์เพียงไม่กี่เหตุการณ์ที่มีการปะทะกันระหว่างผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์เกิดที่เมืองยอกยาการ์ตา จนทำให้ผู้กำกับตำรวจของเมืองนี้ถูกสั่งย้ายทันที เนื่องจากไม่ได้ทำหน้าที่คุมสถานการณ์อย่างเต็มที่

                ต้องติดตามดูว่า หลังเลือกตั้งการแบ่งขั้วยังมีอยู่หรือไม่ เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเล่นงัดเอาทุกลูกไม้การเมืองทุกกระบวนเพลงมาใช้ รวมทั้งการพิมพ์ข่าวหลอก กระพือข่าวลือต่างๆ นานา เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ตัวอย่างมีข่าวออกมา โจโกวีไม่ใช่คนอินโดนีเซีย แต่เป็นคนจีนเชื้อสายสิงคโปร์ เป็นต้น

                ทั้งๆ ที่อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ยังมีเสียงยุยงออกมาว่า โจโกวีไม่ได้นับถืออิสลามอย่างที่เข้าใจกัน ข่าวลือแบบนี้ต้องการบั่นทอนเสียงของโจโกวี ที่น่าสนใจคือ ประเด็นศาสนาถูกนับมาใช้ในการหาเสียงซึ่งอันตรายมากๆ

                ยิ่งตอนนี้ทั้งคู่มีคะแนนสนับสนุนสูสีกัน โดยโจโกวีมีคะแนนนำเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในสถานการณ์แบบนี้จะมีการซื้อเสียงที่รุนแรงและราคาแพงมากๆ ตอนแรกหลายคนคิดว่า การเมืองแบบซื้อเสียงได้หายไปจากอินโดนีเซียเสียแล้ว ตามจริงยังอยู่

                ใครก็ตามที่ได้เป็นผู้นำอินโดนีเซียคนใหม่ ต้องคำนึงถึงอนาคตอาเซียน อินโดนีเซียถือเป็นพี่ใหญ่อาเซียน ชั่วสิบปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ปรับตัวเองจากสมาชิกที่เชื่องช้ามาเป็นสมาชิกชั้นนำ ทำให้อาเซียนมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทกว้างขวางมากขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือทางความมั่นคงระหว่างสมาชิกอาเซียน

                ไทยกับอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก เพราะมีระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพสื่อและต้องการส่งเสริมบทบาทอาเซียนในเวทีการเมืองโลกในลักษณะเดียวกัน