คอลัมนิสต์

เบ็ดเสร็จปราบมาเฟีย

เบ็ดเสร็จปราบมาเฟีย

08 ก.ค. 2557

เบ็ดเสร็จปราบมาเฟีย : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2557


                ถึงอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องเอาใจช่วยให้การลงมือปัดกวาดจัดระเบียบสังคมโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประสบความสำเร็จ มากบ้างน้อยบ้าง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างไร้อนาคต อย่างเช่น การจัดระเบียบคิวรถตู้โดยสาร วินรถจักรยานยนต์ที่บางคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็ก ด้วยเหตุที่ว่า คสช.ควรจะต้องให้ความสำคัญกับการวางรากฐานที่เป็นโครงสร้างทางสังคม หลังการรัฐประหารเพื่อ "เริ่มต้น" ประเทศไทยใหม่ มากกว่าที่จะมามัวเสียเวลา ลงมือทำในงานที่เจ้าหน้าที่สามารถขับเคลื่อนเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพินิจเข้าไปในเนื้อในของปัญหา กลับจะต้องยอมรับเสียด้วยซ้ำไปว่า ถ้าหากขาดซึ่ง "อำนาจพิเศษ" หรือการสั่งการที่เฉียบขาดมากพอแล้ว การจะเอาชนะกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่า "มาเฟีย" นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะ "คนมีสี" ที่เข้าไปเรียกรับผลประโยชน์ หากินบนหยาดเหงื่อแรงกายของคนหาเช้ากินค่ำ

                เมื่อเร็วๆ นี้ นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้แนวทางในการสืบสวนสอบสวนกรณีทุจริตเอาไว้ว่า ทุกเรื่องราวจะต้องมีเหตุ และผลของมันทั้งสิ้น คดีทุจริตทุกกรณีที่เกิดขึ้นจะต้องสืบโยงให้ได้ถึงเหตุที่มา แรงจูงใจ และเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบกัน เพื่อจะได้ตัดสินได้อย่างเป็นธรรมว่า พฤติกรรมที่ถูกกล่าวหานั้น "เชื่อได้ว่า" เป็นการกระทำที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ แนวทางดังกล่าวนี้ สามารถนำมาเทียบเข้ากันได้ในกรณีที่พูดถึงมาเฟียในแวดวงต่างๆ ที่เข้าไปเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบอาชีพ เพราะพฤติกรรมของพวกเขานั้นเข้าข่ายข่มขู่คุกคามและกรรโชกทรัพย์เห็นๆ กันอยู่แล้ว แต่เพราะเหตุใดเล่าพวกเขาเหล่านั้นยังคงทำมาหากินรีดไถผู้บริสุทธิ์อยู่ได้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้เห็นเป็นใจ หรือเข้าไปมีผลประโยชน์ด้วย

                และในความเป็นจริง ตามหลักการ ก็จะต้องสืบสวนสอบสวนลงลึกให้ได้ว่า ในการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มีระดับผู้บังคับบัญชา หรือว่าระดับสั่งการที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพราะกรรมใดๆ ก็ตามย่อมเกิดจากเหตุด้วยกันทั้งสิ้น เรื่องมาเฟียวินมอเตอร์ไซค์ อันจวนเจียนจะเป็นมหากาพย์ไปเสียแล้ว เพราะระบบการจ่ายส่วยและเรียกรับผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับผู้ขับขี่จนถึงบุคคลระดับสูง จนเสื้อวินมีราคานับแสนบาท กลายเป็นขุมทรัพย์ของคนมีสีและผู้มีอิทธิพล เข้าไปกอบโกย กรีดเนื้อเถือหนังผู้มีรายได้น้อย นำไปใช้เป็นน้ำเลี้ยงเพื่อสร้างเครือข่ายอิทธิพลบารมี และต่อยอดเข้าสู่วงจรอำนาจที่มากยิ่งๆ ขึ้น ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองขึ้นไปเป็นลำดับ

                ย่อมไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง หาก คสช.จะเอาจริงเอาจังกับการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร รถจักรยานยนต์รับจ้าง ดังที่ได้ดำเนินการมาเป็นระยะ พร้อมจัดพื้นที่นำร่องขึ้น อย่างไรก็ตาม อำนาจพิเศษ และความเด็ดขาด ไม่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืน เพราะถึงอย่างไรเมื่อ คสช.ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่งก็ต้องส่งมอบภารกิจให้ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับไปทำต่อ หากแต่ในโอกาสที่ คสช.เข้ามาจัดระเบียบครั้งนี้ ยังไม่ได้วางระบบเพื่อป้องกันการกลับมาของมาเฟีย โดยเฉพาะคนมีสีเสียแล้ว ในอีกไม่ช้าไม่นานคนหาเช้ากินค่ำก็จะต้องกลับไปเป็นข้าทาสของคนกลุ่มนั้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง